Namo's Album ::

รวมบทความ

Tuesday, 21 July 2009

ภาษาอังกฤษของลูก ฝึกอย่างไรให้ได้ผลจริง

การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเด็กไทย ถือเป็นเรื่องท้าทายของพ่อแม่ยุคใหม่เป็นอย่างมาก เพราะภาษาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ดังนั้นการสร้างฐานภาษาอังกฤษให้ลูกอย่างแข็งแรง จะเป็นตัวสร้างความได้เปรียบในสังคมที่มีการแข่งขันได้ดี นั่นแสดงให้เห็นว่า ครอบครัวไหนที่อึดกว่า ภาษาอังกฤษของลูกก็จะถึงเส้นชัยได้เร็วกว่า

กับเรื่องนี้ “ดร.ต้น-บงกช เศวตามร์” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และพัฒนาการเด็ก สะท้อนในงาน Kids and School Tour จัดขึ้นที่โรงเรียนอนุบาลเซ็นต์จอห์น เมื่อเสาร์ที่ผ่านมาว่า ปัญหาเด็กไทย (บางคน) ไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษ เกิดจากพ่อแม่คาดหวังมากเกินไป ใจร้อนอยากจะให้ลูกพูดได้เร็ว แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยว่า การเรียนภาษามีระยะเวลาการเรียนรู้ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่ต้องสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะตามหลักพัฒนาการแล้ว เด็กเล็กจะสื่อสาร และโต้ตอบได้ช้า แต่เด็กจะได้ยิน โดยจะเก็บข้อมูลจากสิ่งที่พ่อแม่ป้อน พอเด็กเริ่มพูดได้ เขาจะเกิดความเข้าใจ และเรียนรู้ได้เร็ว

ดร.บงกช กล่าวต่อว่า การสอนของพ่อแม่ต้องให้ความรัก และความเข้าใจ รวมทั้งสอนให้ลูกสนุก และเล่นไปพร้อมกับลูก ที่สำคัญควรสร้างความมั่นใจในการพูดให้กับลูก ถ้าพูดไม่ตรงกับหลักไวยากรณ์ก็ไม่ควรตัดจังหวะการพูดของลูก เช่น “ผิดค่ะ ประโยคนี้ต้องใช้ Went นะคะ เพราะมันเป็นสิ่งที่หนูเล่าถึงเรื่องที่ผ่านมาในอดีต หนูจะใช้ go ไม่ได้ค่ะ ผิดนะคะลูก พูดใหม่” แต่ควรปล่อยให้ลูกพูดต่อไปให้จบ แล้วจึงค่อยแนะนำอีกที

อย่างไรก็ดี เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษให้ดีนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจวิถีการเล่นของลูกด้วย เช่น ถ้าลูกชอบฟังเพลง ก็เอาเพลงอังกฤษมาร้องเล่นกับลูก ถ้าลูกเป็นคนไม่ชอบพูด ก็ควรหาเกมต่อคำศัพท์ หรือเกมต่อคำมาให้เขาเล่น แต่ถ้าเขาชอบวาดภาพ ก็หากิจกรรมที่เน้นการวาดภาพ เช่น มีคำศัพท์มาให้ อธิบายให้ลูกเข้าใจ และให้ลูกวาดตามความหมายของคำๆ นั้นออกมา เป็นต้น” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาฯกล่าว

“หัวใจของการพูดภาษาอังกฤษที่ดีคือการสื่อสารการเข้าใจ ถ้าลูกได้พูด และเรากับเขาเข้าใจกัน ความถูกต้องทางไวยากรณ์ก็ไม่สำคัญ ผิดถูกค่อยสอนตอนลูกพูดจบ เพราะไม่เช่นนั้น เขาจะไม่มั่นใจ และไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษอีกเลย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่จะเกิดภาพฝังใจในตอนโตได้ง่าย” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาฯ บอก

Mr.Tim Hughes
สอดรับกับ Mr. Tim Hughes วิทยากรผู้เชี่ยวชาญการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กจาก British Council (Thailand) บอกว่า อยากจะให้ลูกชินกับภาษาอังกฤษ พ่อแม่ต้องจัดช่วงเวลาที่ชัดเจนในการพูด เช่น หลังอาหาร หรือก่อนนอน 10-15 นาที ฝึกวันละ 3-4 คำ เริ่มจากใช้คำที่ง่าย และใช้กันทั่วไป เช่น อวัยวะตามร่างกาย เครื่องใช้ภายในบ้าน เป็นต้น เพื่อเป็นการเพิ่มคำศัพท์ก่อนลูกจะพูดหรือสื่อสารได้

“เด็กเล็กส่วนมากจะรับรู้ภาษาจากการฟังและการอ่านของพ่อแม่ก่อน แต่เมื่อเขาโตขึ้น เขาจะสามารถปล่อยออกมาได้เอง เช่น พูดได้ เขียนได้ แต่ทั้งนี้ต้องเริ่มจากการรับก่อน แต่การรับต้องรับอย่างสม่ำเสมอ และเป็นประจำด้วย ผสมกับกิจกรรมที่สนุก และเข้าใจง่าย” Mr.Tim กล่าว

สำหรับกิจกรรมที่จัดให้ลูกที่บ้านง่ายๆ Mr.Tim บอกว่ามีหลายกิจกรรมด้วยกัน คือ กิจกรรม Slap หรือตบคำศัพท์ ฝึกทักษะการฟัง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถนำรูปสิ่งของมา 5 สิ่ง (รองเท้า ถุงเท้า กางเกง เสื้อ และกระโปรง) มาอธิบายให้ลูกเข้าใจความหมายของคำศัพท์นั้นๆ ก่อน จากนั้นวางภาพดังกล่าวลงกับพื้น แล้วให้เด็กใช้ไม้ตีแมลงวันตบคำศัพท์ตามที่คุณพ่อคุณแม่บอก “เข้าไปตีคำว่า ซอกส์สิลูก”

อย่างไรก็ดี ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกจำนวนมากที่สามารถทำที่บ้านได้ เช่น ทายคำศัพท์ที่หายไป จะช่วยฝึกทักษะการพูด กิจกรรมจับคู่คำศัพท์ ช่วยฝึกทักษะการอ่าน และกิจกรรมสะกดคำ ฝึกทักษะการเขียน ซึ่งกิจกรรมที่นำมาใช้คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกสนุก และไม่หงุดหงิดเมื่อลูกเล่นผิด เพราะจะทำให้ลูกขาดความมั่นใจ ส่งผลให้การเรียนภาษาอังกฤษด้อยไปด้วย

“ในช่วงลูกยังเล็ก เวลาที่พ่อแม่จะฝึกภาษาอังกฤษกับลูก อย่าตกใจว่าเขาไม่โต้ตอบกับเรา เพราะพัฒนาการของเขายังไม่พร้อม แต่เขาจะได้ยินเสียงของพ่อแม่ และจะเริ่มเก็บเสียงไปเรื่อยๆ กระทั่งเริ่มพูดได้ พ่อแม่ควรใช้ภาพประกอบ เพื่อให้ลูกเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นช่วงทดสอบความเชื่อมั่นของพ่อแม่ ดังนั้นลูกจะออกเสียงได้เร็ว พ่อแม่ต้องค่อยๆ ฝึก โดยเริ่มจากคำง่ายๆ และคำที่ลูกคุ้นเคยไปก่อน” Mr.Tim กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสื่อการสอนภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดได้ที่ www.learnenglish.org.uk

Wednesday, 27 May 2009

วิธีปราบเด็กดื้อ

ภาพจากอินเทอร์เน็ต
แม้ว่าที่ผ่านมา เด็กๆชอบจะทำอะไรก็ตามด้วยความไร้เดียงสา ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็มักพูดกันว่า ‘เด็กไม่รู้...ไม่ผิด’ แต่ในความไม่รู้นั้น มันเกิดความถามตามมาว่า พ่อแม่ควรสอนให้เขารู้หรือไม่ว่า การร้องไห้งอแงจะเอาของเล่นโดยไม่ฟังเหตุผลของพ่อแม่ การเอาแต่ใจตนเองอยากไปไหนมาไหนแล้วแสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ หรือการที่พ่อแม่สอนให้ช่วยเหลืองานบ้าน แต่เขากลับไม่อยากทำเพียงเพราะห่วงเล่นอย่างเดียวนั้นมันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาไม่น่ารัก

และแน่นอนว่า หลายครอบครัวที่ประสบกับปัญหาเหล่านี้ บางคนหาทางออกโดยการตามใจลูกเสียทุกอย่างเพียงเพราะไม่อยากได้ยินเสียงร้องไห้งอแง หรือเบื่อที่จะฟัง รำคาญที่จะพูด ขณะที่บางคนอาจหาทางออกด้วยการลงไม้ลงมือ ทำโทษลูกตลอดเวลา จนเป็นเหตุให้เขากลายเป็นเด็กมีปัญหามากที่สุด

ทั้งนี้ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีได้แนะวิธีที่พ่อแม่ควรปฏิบัติกับลูกอย่างถูกวิธีดังนี้

1. “เรียกลูก” เรียกให้เด็กสนใจฟังคุณ และหันมามองคุณก่อนจะบอกให้เด็กทำอะไร เช่น “ต้อม...มองหน้าแม่ ซิ... แม่จะบอกอะไรหน่อยครับ”

2. “ชมลูก” ชมเด็กทันทีที่เด็กหันมาให้ความสนใจที่คุณ เช่น “ดีมากครับ...ที่หันมามองแม่”

3. “พูดดี” ให้ใช้คำพูดที่ง่าย สั้น และชัดเจนทีละคำสั่ง เช่น “เอาล่ะ...ช่วยเอาผ้านี่ไปใส่ตะกร้าให้แม่ทีครับ”

ภาพจากอินเทอร์เน็ต
ส่วนสิ่งที่พ่อแม่ควรระลึกไว้เสมอเพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติของลูกนั้นมีดังนี้

1. “อย่าสั่ง-คาดหวัง” สิ่งที่คุณต้องการให้เด็กทำต้องเป็นสิ่งที่เด็กทำได้ อย่าสั่งหรือคาดหวังให้เด็กทำในสิ่งที่เกินความสามารถของเด็ก

2. “อย่าพูดซ้ำ” ควรบอกให้เด็กทำงานทีละชิ้นเพียงครั้งเดียว ให้เวลา 5 วินาที สำหรับเด็กในการทำตามที่คุณบอก อย่าพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นครั้งที่ 2 หรือ 3

3. “อย่ายัดเยียด” หลีกเลี่ยงการบอกให้เด็กทำงานชิ้นที่ 2 ในขณะที่เขากำลังทำงานชิ้นแรกอยู่

4. “อย่าโลเล” ถ้าคุณยังไม่พร้อมที่จะเด็ดขาดเอาจริงกับเด็กเวลาเด็กต่อต้านคุณ คุณก็ยังไม่พร้อมที่จะบอกให้เด็กทำอะไร

และเมื่อเด็กเชื่อฟัง ทำตามที่พ่อแม่บอกแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ควรปฏิบัติมีดังนี้

1. “ชมทันที” ควรให้คำชมทันทีที่เด็กเริ่มทำตามที่คุณบอก เช่น“ดีมากครับ...ที่น้องโจลุกมาเก็บของเล่นทันทีที่แม่เรียก...แม่พอใจมากเลย”

2. “ชมอีกครั้ง” และให้คำชมอีกครั้งเมื่อเด็กทำงานที่คุณสั่งสำเร็จ เช่น “เยี่ยมจริงๆ...แม่เห็นเลยว่าหนูตั้งใจล้างจานพวกนี้จนสะอาด...เก่งมากคะ”

3. “ภาษากาย” อย่าลืมภาษากาย!!...แสดงความชื่นชมโดยการหอม กอด ลูบหัว ฯลฯ

ภาพจากอินเทอร์เน็ต
แต่ทว่า หากลูกดื้อเกินกว่าที่คาดไว้ เมื่อเขายังไม่ทำตามสั่งภายใน 5 วินาที...พ่อแม่ควรทำดังนี้

1. “นับ 1...” พ่อแม่ควรเริ่มนับ “1...2...3” (ต้องมีการคุยกับเด็กเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า หากนับถึง 3 แล้วเด็กยังไม่ทำตามที่ คุณบอกจะเกิดอะไรตามมา)

2. “ถึง 3...งานเข้า!!” หากนับถึง 3 แล้วเด็กยังไม่ทำตามที่คุณบอก ต้องเอาจริง เด็ดขาดในการลงโทษตามกฎที่ตกลงกันไว้ เช่น ริบของเล่น หักค่าขนม ปิดทีวี ปิดเกม ตัดสิทธิในที่เด็กชอบ ฯลฯ อย่าดีแต่บ่น...ขู่ หรือใจอ่อน

3. “เงียบสงบ สยบความเคลื่อนไหว” เพิกเฉยหากเด็กทำท่าทางไม่เหมาะสม เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือแสดงความหงุดหงิดไม่พอใจ เช่น บ่น งอน ปึงปัง โวยวาย ฯลฯ

ทั้งหมดนี้เป็นกลเม็ดที่พ่อแม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งเด็กที่ดื้ออาจเชื่อฟังมากขึ้นอีก เมื่อพ่อแม่พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ นุ่มนวล ไม่ใช้อารมณ์ ให้โอกาสเขาได้เลือกสิ่งที่พ่อแม่ต้องการให้ทำ (แต่สิ่งที่พ่อแม่กำหนดต้องเป็นสิ่งที่ยอมรับได้) เช่น

หากคุณต้องการให้เด็กอาบน้ำและแปรงฟัน คุณอาจจะพูดกับเด็กว่า “โอ๋...ได้เวลาอาบน้ำ แปรงฟันแล้วครับ...แม่ให้เลือกเอาว่าโอ๋จะอาบน้ำก่อน หรือแปรงฟันก่อนดีครับ” หากเด็กไม่ยอมเลือกอะไรเลย เตือนเด็กอีกครั้งว่าบทลงโทษของเราสำหรับเด็กที่ไม่เชื่อฟัง คืออะไรโดยใช้คำพูดทำนองนี้ แม่ก็จำเป็นต้องทำตามกฎที่เราคุยกันไว้.............”

"ไกล่เกลี่ย"อย่างไร ให้ครอบครัวหายขัดแย้ง

อาจจะกล่าวได้ว่า "ความขัดแย้ง" เป็นสิ่งที่แฝงตัวอยู่ในทุก ๆ ครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็ก หรือครอบครัวใหญ่ การโต้เถียง เอาชนะคะคาน หรือการไม่เห็นด้วย มักเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น สิ่งที่สำคัญกว่าการเป็นฝ่ายแพ้-ชนะก็คือ การทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ยุติลงได้ด้วยดี หรืออย่างน้อยก็ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรู้สึกว่าตนเองก็ได้รับความยุติธรรม

และเมื่อความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ข้อมูลในเว็บไซต์ eHow.com ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับกับครอบครัวเมื่อต้องเผชิญหน้าความขัดแย้งเอาไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

1. เลือกสถานที่ให้เหมาะสม

ห้องหรือพื้นที่ที่จะใช้ในการถกเถียง พูดคุย สานความสัมพันธ์ให้กลับมาดีดังเดิม ควรเลือกห้องที่มีขนาดกว้าง โล่ง นั่งสบาย และมีพื้นที่พอให้ทุกคนอยู่ในห้องเดียวกันได้อย่างไม่อึดอัดเพราะในการโต้เถียง หรือแสดงความคิดเห็นขัดแย้ง อาจจำเป็นต้องมีการแสดงท่าทางมากกว่าการพูดคุยปกติ ห้องทานข้าว หรือห้องนั่งเล่นก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เหมาะสม เพราะเป็นพื้นที่ส่วนกลางของบ้านที่สมาชิกทุกคนใช้ร่วมกัน ส่วนห้องที่ควรหลีกเลี่ยงคือห้องที่มีขนาดเล็ก เช่น ห้องนอน เพราะอาจทำให้สมาชิกในครอบครัวเกิดความรู้สึกอึดอัดได้ ในขณะที่เจ้าของห้องนอนก็อาจรู้สึกถูกรุกล้ำที่ส่วนตัว

2. เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูด

การเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยงข้องกับความขัดแย้งนั้นได้พูดระบายความในใจ ตลอดจนความคิดเห็นต่าง ๆ ออกมา (โดยที่ต้องให้เกียรติสมาชิกในบ้านคนอื่น ๆ ด้วย) จะเป็นอีกหนึ่งทางที่ทำให้ทุกคนสบายใจได้มากขึ้น และเหมาะสมกว่าการปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งควบคุมบทสนทนานั้นอยู่คนเดียว เพราะสมาชิกในบ้านคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมการสนทนาในครั้งนี้ รู้สึกว่า ความเห็นของเขา - สิ่งที่เขารู้สึกต่อสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้รับการแชร์ให้สมาชิกคนอื่น ๆ ในบ้านรับทราบ และเขาก็จะเก็บความไม่พอใจเหล่านั้นเอาไว้ต่อไป

การเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดนั้น ก็อาจใช้ช้อนเล็ก ๆ เป็นสัญลักษณ์ วางเอาไว้หน้าคนที่เป็นผู้พูด เมื่อพูดจบ ก็ส่งช้อนต่อให้คนถัดไป และควรแน่ใจว่า การกำหนดลำดับการพูดเป็นไปด้วยความยุติธรรม

3. มองทุกความเห็นเป็นสิ่งที่มีคุณค่า

ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เมื่อได้มานั่งอยู่ร่วมกันในห้องที่ใช้ถกเถียงประเด็นปัญหาก็ต้องการการยอมรับและการให้เกียรติ การเปิดโอกาสให้เขาได้พูดในสิ่งที่เขารู้สึก เป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้การไกล่เกลี่ยปัญหาลุล่วงไปได้ด้วยดีอีกทางหนึ่ง

4. ให้เกียรติสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวขณะเสนอความเห็น

การเผชิญหน้ากัน โต้เถียงด้วยเสียงอันดัง หรือทะเลาะกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย เกิดขึ้นได้ไม่ยากในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่โต้เถียงกันอยู่ด้วยเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเห็นตรงกันข้าม แต่หากมองไกลออกไปอีกสักนิดก็จะพบว่า แท้จริงแล้ว การเป็นครอบครัวเดียวกันนั้น หลังจากปัญหานี้ผ่านไปเราก็จะยังคงเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ การพูดจาโดยถนอมน้ำใจกันเอาไว้ ใช้เหตุผล และสติแทนการใช้คำพูดประชดประชัน หรือขึ้นคำหยาบคาย จะเป็นทางออกที่น่านับถือมากกว่า และจะเป็นตัวช่วยไม่ให้เกิดความรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ หรือเป็นแผลลึกในใจต่อกันและกันได้มากกว่า

ในกรณีนี้ หากต้องการหาตัวช่วยขำ ๆ แล้วล่ะก็ อาจลองมองหาการ์ดสีแดงแจกให้ทุกคนถือเอาไว้ เมื่อพบว่ามีใครเริ่มใช้อารมณ์ หรือขึ้นเสียงใส่คนอื่น ก็ให้ยกการ์ดสีแดงขึ้นมา เป็นสัญญาณ "หยุด" ผู้พูดจะได้มีคนเตือนให้รู้สึกตัว

5. ใช้เวลาอย่างเหมาะสม

บางครั้ง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ยากเกินกว่าจะเยียวยาได้สำเร็จใน 1 วัน การให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องมานั่ง และพูดถึงปัญหา ๆ ๆ เป็นเวลานานเพื่อจะหาข้อสรุปให้ได้ทั้งที่มันเป็นเรื่องที่ "เป็นไปไม่ได้" ก็อาจทำให้สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวรู้สึกว่า กำลังเสียเวลาไปเปล่า ๆ ดังนั้น การได้เปิดประเด็นพูดคุยในสิ่งที่ค้างคาใจของสมาชิกในครอบครัว และจบมันลงในเวลาที่เหมาะสมก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางให้บรรยากาศความขัดแย้งในครอบครัวดีได้เร็วขึ้น เพราะเวลาที่เหลือหลังจากนั้น อาจทำให้คนในบ้านได้นำกลับไปคิดทบทวนได้มากขึ้น

6. ปล่อยวาง ให้อภัย ยกโทษ

แม้เวลาจะผ่านไปนานแสนนาน สมาชิกในบ้านที่ทำผิดก็ยอมรับผิดแล้วทุกทาง แต่บางครั้งก็ดูเหมือนว่า ความโกรธขึ้งในใจยังไม่บรรเทาเบาบางลงไป อีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยได้ก็คือ การ "ปล่อยวาง" ให้อภัย ยกโทษให้กับฝ่ายที่ทำให้เราโกรธเคือง เพราะการถือโทษเอาไว้ หรือทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่กันนั้นจะยิ่งทำให้ "จิตใจ" ของผู้ที่ยึดถือเอาไว้ยิ่งแย่ลง และไม่ได้ทำให้บรรยากาศความขัดแย้งในครอบครัวดีขึ้นแต่อย่างใดด้วยค่ะ

สอนลูกอย่างไร? ไม่ให้ตาบอดเพราะ "ความรัก"

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
เด็กปัจจุบันโตเร็วขึ้น เพราะอาหารการกินเราดีขึ้น และพบว่า "แสง สี เสียง" ที่อยู่รอบๆตัวเรามีผลกระตุ้นระบบประสาทให้มีพัฒนาที่เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้พบว่าเด็กผู้หญิงมักมีประจำเดือนครั้งแรกเร็วขึ้น เด็กประถมปลายบางคน ก็มีฮอร์โมนเพศทำงานแล้ว ทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาว และมองเพศตรงข้ามด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิม

ด้านของฮอร์โมนเพศ ถือเป็นอิทธิพลสำคัญตัวหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ชายเริ่มเกิดการตื่นตัวทางเพศ เห็นเพศหญิงแล้วกระตุ้นให้อวัยวะเพศแข็งตัวได้ ส่วนผู้หญิงก็จะเริ่มสนใจดารา นักร้อง นักกีฬา รุ่นพี่หรือครูหนุ่มๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และคงไม่น่าแปลกที่เด็กประถมปลาย โดยเฉพาะเด็กป.6 ที่กำลังขึ้นม.1 เริ่มที่จะมีความรักนอกเหนือจากความรักของพ่อแม่

วันนี้ทีมงาน Life and Family ได้มีโอกาสพูดคุยกับ "นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล" หัวหน้าหน่วยจิตเวช รพ.พญาไท 2 ถึงเรื่องการทำความเข้าใจกับความรักของลูก ซึ่งคุณหมอได้ให้คำแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ในเรื่องนี้ว่า :

- ถ้าสังเกตว่าลูกเริ่มคบหากับเพื่อนสาว หรือเพื่อนชาย บอกลูกว่าพ่อแม่ไม่ห้ามเรื่องมีความรักในวัยเรียน หากมีแฟนแล้วทำให้ผลการเรียนดีขึ้น ขอให้ช่วยกันเรียน แต่ไม่ยอมรับหากการมีแฟนทำให้ผลการเรียนตกต่ำลง

- อย่าต่อต้านการที่ลูกจะสนใจดารา นักร้อง รวมทั้งการมีแฟน...แต่ให้ลูกเล่าเรื่องแฟนและความรู้สึกของเขาใน เรื่องนี้ (เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยให้เก็บไว้ในใจก่อน)

- ควรสอนลูกสาวว่า "ลูกสาวคือผู้หญิงที่พ่อแม่รักมากที่สุดในโลก...เพราะฉะนั้นพ่อแม่จึงอยากให้ลูกสาวรักษาเนื้อ รักษาตัว เพราะถ้าลูกสาวเป็นอะไรไป พ่อแม่หัวใจแตกสลาย"

- ควรสอนลูกชายว่า "ลูกชายคือเด็กหนุ่มที่พ่อแม่ภาคภูมิใจ...เพราะฉะนั้นพ่อแม่อยากให้ลูกชายตั้งใจเรียน เพื่อในอนาคตจะได้รับผิดชอบตัวเองและรับผิดชอบคนอื่นที่มาร่วมชีวิตกับเราได้ รักคุณแม่และพี่สาวอย่างไร ลูกชายต้องให้เกียรติเพศตรงข้ามเช่นเดียวกัน"

- เมื่อลูกโตขึ้น ความรักของลูกก็จะโตตามไปด้วย พ่อแม่ต้องเป็นฝ่าย "ฟัง" ลูก คือฟังว่าลูกของเราคิดเห็นอย่างไร ที่สำคัญคือ "ห้ามเถียง" อย่าเพิ่งเอาทัศนะส่วนตัวไปตัดสินว่าลูกผิด เพราะถ้ารีบขัดแย้งในทันทีที่ลูกพูด วันหลังเขาจะไม่เล่าเรื่องใดๆให้เราฟัง แล้วพ่อแม่จะกลายเป็นคนสุดท้ายที่รู้ความลับของลูก ในวันหลังค่อยแสดงความคิดเห็นของเราว่าลูกคิดอย่างนี้ ส่วนพ่อแม่คิดอย่างนี้

- ถ้าพ่อแม่บอกให้เลิกกับแฟน ก็ไม่มีผลทำให้เขาเลิก...สิ่งที่ลูกจะเลิกคือเลิกพูดคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ เพราะฉะนั้นเวลาเขามีปัญหาเรื่องแฟน เขาก็จะปรึกษาเพื่อน ไม่กล้าบอกพ่อแม่ เพราะประเมินแล้วว่าโอกาสถูกตำหนิมีมากกว่าได้คำตอบ

- เรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน พ่อแม่ก็สอนให้ลูกรู้จักการป้องกัน ด้วยการไม่อยู่กันสองต่อสองในที่ลับหูลับตา รู้จักการปฏิเสธ เช่น "การที่ฉันไม่ยอมมีอะไรกับเธอ ไม่ได้แปลว่าฉันไม่รัก...แต่เป็นเพราะฉันเห็นว่ามันยังไม่ถึงเวลา" "ถ้าเธอรักฉันจริง เธอต้องรอฉันได้...เธอเป็นผู้ชายที่ฉันรัก แต่ฉันพร้อมก็ต่อเมื่อเราแต่งงานแล้วเท่านั้น"

คุณหมอบอกยังต่อว่า ไม่เฉพะแต่เพียงพ่อแม่เท่านั้นที่ต้องเข้าใจลูก แต่ลูกๆ ควรต้องรู้ตัวเองด้วยว่าความรักมี 2 อย่าง คือ "เมตตา" (Passion) และ "เมตตา" (Compassion)

"ความรักกับเพื่อนๆ (เพศเดียวกันหรือต่างเพศ) ควรเป็นแบบเมตตา คือ เห็นใจ ช่วยเหลือ เอื้ออาทรต่อกัน แต่หากเราเกิดความเสน่หากับใคร (สังเกตได้จากความรู้สึก "คิดถึง" และ "หึงหวง") ก็เป็นความรู้สึกธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ แต่อย่าคาดหวังว่าเขาจะต้องรักตอบ...เวลาลูกมีความผิดหวังหรืออกหัก พ่อแม่ก็เป็นเพื่อนคอยรับฟังที่ดี"

"อะไรก็ตามที่พ่อแม่อยากสอนลูก ควรสอนให้หมดก่อนลูกอายุครบ 10 ขวบ เพราะยังอยู่ในช่วงที่ลูกยังน่ารัก และเชื่อฟังพ่อแม่อยู่ ถือว่าเป็นการ "ปลูกฝัง" สิ่งดีงามให้อยู่ในใจของลูก ที่สำคัญพ่อแม่สอนด้วยคำพูดอย่างไร ก็ต้องปฏิบัติตนให้สอดคล้องกัน เช่น ความเป็นสุภาพบุรุษ การเอาใจใส่และให้เกียรติ์เพศตรงข้าม เป็นต้น" คุณหมอสรุปทิ้งท้าย

เอาเป็นว่า ถ้าครอบครัวไหน ไม่อยากให้ลูกตาบอดเพราะ "ความรัก" ครอบครั้วนั้นต้องเอาใจเขา (ลูก) มาใส่ใจเรา (พ่อแม่) แล้วควรสอนตั้งแต่ยังลูกยังเด็ก นั่นจะเสริมเกาะที่แข็งแรงให้กับลูก ในการเผชิญกับโลกแห่งความรักในตอนโตได้อย่างรู้เท่าทันต่อไปครับ<:)

7 วิธี"เอื้อเฟื้อ"เพื่อนบ้านอย่างง่าย พลิกให้ชุมชนน่าอยู่

แม้ประเทศไทยจะยังไม่ผ่านช่วงที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองตึงเครียด แต่เราก็ยังสามารถสร้างสุขรอบตัวให้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ด้วยการเลือกทำชุมชนรอบบ้านให้น่าอยู่ ถนนหนทางสะอาดสะอ้าน ต้นไม้ตัดแต่งเป็นระเบียบ มีถังขยะเรียบร้อย คนในชุมชนรู้จักกันดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันดี มีน้ำใจ มองไปทางไหนก็มีแต่ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส เข้าใจกัน และคอยช่วยเหลือกัน ซึ่งการ "เอื้อเฟื้อแบ่งปัน" นั้นเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. ทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียง โดยอาจออกมาเดินเล่นยามเย็นกับลูก ๆ และใช้ช่วงเวลาดังกล่าว ทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกับเพื่อนบ้าน และถ้าต้องการเพิ่มความคุ้นเคยกันให้มากขึ้น อาจจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำอาหารมาทานร่วมกัน พาครอบครัวมาทำความรู้จักกัน ให้ลูก ๆ มาเล่นด้วยกัน หลังงานเลี้ยงเลิกอาจขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของแต่ละครอบครัวเอาไว้ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถติดต่อกับเพื่อนบ้านเหล่านั้นได้ทันท่วงที เหล่านี้เป็นต้น

2. ทำความสะอาดพื้นที่รอบบ้านให้โล่งเตียน มองไปทางไหนก็สบายหูสบายตา ต้นไม้รก ๆ ก็ตัดให้เรียบร้อย เก้าอี้สนามก็เช็ดให้สะอาด ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้โจรผู้ร้ายอาศัยสุมทุมพุ่มไม้เหล่านั้นเป็นที่ซ่อนกำบังตัว หากมีพื้นที่ส่วนกลางเช่น ทางเดินเท้า หรือถนน ที่มีเศษใบไม้ใบหญ้าก็อาจชวนเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงมาทำความสะอาดร่วมกัน หรือจัดอาสาสมัครแบ่งเวรกันทำก็ได้

3. เปิดไฟสว่างบริเวณหน้าบ้านในยามค่ำคืน เพราะโจรหรือนักย่องเบามักจะไม่ชอบแสงสว่างมากนัก การเปิดไฟเอาไว้ นอกจากจะช่วยให้โจรคิดหนักไม่อยากย่างกรายเข้ามาในบริเวณบ้านแล้ว ยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงที่อาจต้องเดินทางกลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ ให้ปลอดภัยมากขึ้นด้วย แต่ก่อนจะปิดบ้านนอน คุณเองก็ต้องไม่ลืมที่จะล็อกกลอน ประตูให้แน่นหนาด้วยเช่นกันนะคะ

4. เอื้อเฟื้อเพื่อนบ้านด้วยการ "กลับบ้านด้วยกัน" หากมีเหตุต้องกลับบ้านยามค่ำคืน เช่น อาจจะงานเลิกดึก หรือไปทานอาหารนอกบ้านกับครอบครัวมา ไม่ผิดหากเจอเพื่อนบ้านในละแวกบ้านที่คุณสนิทคุ้นเคยกำลังเดินกลับคนเดียวแล้วคุณจะชวนเขาให้นั่งรถเข้าบ้านพร้อมกับครอบครัวของคุณ

5. ทำความรู้จักกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดูแลเขตพื้นที่ของคุณ การทำความรู้จักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาตรวจตราความเป็นไปในย่านที่คุณพักอาศัย ตลอดจนช่วยสังเกตคนแปลกหน้าที่บังเอิญหลงหูหลงตาเข้ามาอยู่ในชุมชนเป็นอีกหนึ่งความช่วยเหลือที่คุณสามารถทำได้ เพื่อให้สังคมรอบข้างที่คุณอาศัยอยู่นั้นปลอดภัยยิ่งขึ้น

6. ร่วมมือกับเพื่อนบ้าน และทางการในการแบ่งปันความคิดเห็นต่าง ๆ ตลอดจนข้อเสนอแนะดี ๆ เพื่อให้สังคมโดยรอบปลอดภัยและสงบสุขมากขึ้น เช่น อาจจัดให้มีอาสาสมัครพ่อแม่คอยดูแลตรวจตราความปลอดภัยของชุมชน ดูแลเด็ก ๆ ไม่ให้ไปมั่วสุมสิ่งเสพติด หรืออาจจัดสถานที่กลางเอาไว้สอนเด็ก ๆ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เขาสนใจ เช่น เล่นกีฬา เล่นดนตรี วาดรูประบายสี

7. รักษามารยาทในการอยู่ร่วมกันในสังคม แม้จะมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันแล้ว แต่ก็ต้องรักษามารยาทในการอยู่ร่วมกันเช่นกัน ปัญหาเล็ก ๆ ก็อาจทำให้เพื่อนบ้านที่เคยสนิทชิดชอบกันไม่พอใจกันขึ้นมาได้ เช่น การหยิบยืมข้าวของของเพื่อนบ้านมากจนเกินความจำเป็น, การเปิดเพลงเสียงดัง, การแสดงกิริยาอาการกักขฬะ, การพูดคุยเสียงดังหรือใช้วาจาไม่สุภาพ ตลอดจนการไม่รักษามารยาทอื่น ๆ เช่น การติฉินนินทาเพื่อนบ้านคนอื่นเป็นที่สนุกปาก การหยิบยืมเงินทอง ฯลฯ

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากเว็บไซต์ eHow.com ค่ะ

10 นิสัยแย่ๆที่ทำให้รักกันน้อยลง

ไม่ว่าจะเป็นสำนวนไทยที่ว่า ‘ข้าวใหม่ปลามัน’ หรือ ‘ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน’ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่หลายคนเถียงไม่ได้ เพราะเป็นธรรมดาที่คนเราตอนรักกันใหม่ๆ อะไรๆ ก็ดีไปเสียหมด แต่เมื่ออยู่กันไปนานๆ ความเป็นตัวของตัวเอง กับความเคยชิน ก็เลยทำอะไรบางอย่าง ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะรับไม่ได้ จนถึงขั้นต้องบอกเลิกรากันไป

ดังนั้น ลองมาดู10 นิสัยแย่ๆที่จะทำให้ชีวิตรักถูกบั่นทอนไป ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้คนรัก ต้องเลิกรามากที่สุด

ภาพจากอินเทอร์เน็ต
1. เห็นแก่ตัว

เห็นแก่ตัวหรือการเอาแต่ใจตัวเองนั้น แม้จะเป็นเรื่องธรรมดามากที่ทุกคนต้องเอาแต่ใจตัวเองกันอยู่แล้ว แต่ว่าใครจะเอาใจตัวเองมาก หรือน้อยเท่านั้นเอง บางคนคิดว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองน้อย แต่ความจริงแล้วมาก ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลย ทำให้อีกฝ่ายเอือมระอาก็เป็นได้

2. แสดงความป็นเจ้าของ

การที่คนเรารักกันนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่หากคุณไปแสดงความเป็นเจ้าของจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เขาคนนั้นอาจเกิดความรำคาญและรู้สึกอิสระที่เคยมีมันถูกจำกัดมากขึ้น
ซึ่งในที่นี่ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องรักกันอย่างหลบๆซ่อน แต่การที่คุณแสดงตัวให้ใครต่อใครได้รู้ว่าคุณกับเขาเป็นแฟนกัน ในลักษณะที่เป็นเงาตามตัวกันเลย เช่น ไปไหนไปด้วย ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ โดยไม่ให้เขามีเวลาส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว ก็อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกัน

3. พิษรัก แรงหึง

คนเราอยู่ด้วยกัน แต่มีให้เกียติและไมไว้ใจซึ่งกันและกัน ก็คงจะอยู่ยาก ซึ่งเรื่องการหึงหวงนี้ คงจะห้ามไม่ให้หึงไม่ได้ แต่ทั้งสองฝ่ายควรมีลิมิตกันบ้าง ไม่ใช่ว่าเพื่อนคุยด้วยก็ยังหน้ามืดตามัว หึงขนาดนั้น คงจะไม่ไหว บางคนเข้าขั้นโทรเช็คตลอดเวลา อันนี้น่าเป็นห่วงมาก

4. ท้าเลิก

ท่องให้ขึ้นใจ จะมะเลาะกันหนักแค่ไหนอย่าท้าทายไปหย่าหรือเลิกกันเด็ดขาด ถ้าคิดแค่เพียงให้เขามาง้อเท่านั้น วิธีนี้จะใช้ได้ผลในช่วงแรกเท่านั้น แต่หลังๆ ละก็ หากพูดบ่อยเข้า เขาตอบสนองพาไปอำเภอ หรือเลิกกันจริงๆ น้ำตาเช็ดหัวเข่าในตอนจบ

5. นอกใจ

ช่างเป็นพฤติกรรมลนิสัยที่ใช้ไม่ได้จริงๆ เพราะหากใครทำแบบนี้ถือได้ว่าคุณไม่ได้ให้เกียรติคนที่คุณรักเลย ซึ่งทุกคนก็ย่อมหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง บางครั้งอาจทำ เพื่อให้อีกฝ่ายหึงเล่นๆ เป็นการคอนเฟิร์มว่าคุณเองก็มีค่าสำหรับพวกเขา แต่ควรระวังให้ดี เพราะมองอีกมุม คือคุณไม่แคร์ความรู้สึกของเขาเลย และถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่รู้จะอยู่ด้วยกันไปทำไม

ภาพจากอินเทอร์เน็ต
6. หูเบาเชื่อเพื่อน

บ่อยครั้งที่มีคำถามว่า เพื่อนกับแฟน เลือกอะไร หรือไม่ก็เอาข้อดีของเพื่อนและแฟนมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันจะเปรียบเทียบกันได้อย่างใรในเมื่อเพื่อนกับแฟนมีสถานะที่ต่างกันและแทนกันไม่ได้เสียเลย

แต่ในบางครั้งเพื่อนก็ไม่อยากให้คุณมีแฟน เพราะเวลาที่จะได้เฮฮากับเพื่อนก็จะลดลงเพราะแฟนก้าวเข้ามาในชีวิต หากเพื่อนเข้าใจในเรื่องนี้ก็คงจะดี แต่ทว่าเพื่อนที่คบหาไม่เปิดใจเอาเสียเลย เขาจะคิดว่าคุณไปตัวติดกับแฟนแทน หรืออาจจะด้วยความหวังดีมากเกินไป ก็เลยคิดแทนคุณไปหมด ว่าแฟนคุณดีพอสำหรับคุณหรือเปล่า จนเป็นประเด็นให้ต้องทะเลาะกันก็มี

7. โกรธแล้วไม่เคลียร์

เป็นสาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกรากันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ อาการแบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า หรือบางทีเรื่องที่โกรธอาจมาจากความเข้าใจผิด แล้วไม่พูดกัน ก็ไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้ซึ่งความผิด ความไม่เข้าใจ และอารมณ์ที่ขุ่นมัว เมื่อมันเก็บไว้นานๆก็อาจทำให้คนสองคนเบื่อหน่าย ทำอะไรก็ผิดไปเสียหมด

8. นัด...อย่าผิดนัด

การเลื่อนนัด ประเภท เลื่อนแล้วเลื่อนอีก หรือว่ามาสายแบบ นัดเช้ามาบ่าย นัดบ่ายมาเย็น อาการแบบนี้ บางคนเขารอบ่อยๆ รอไปรอมา เลิกรอตลอดไปเลยก็มีนะ เพราะแค่การรับผิดชอบตัวเอง ให้ตรงต่อเวลายังไม่สามารถทำได้ แล้วจะรับผิดชอบหรือทำให้อีกฝ่ายเชื่อมั่นได้อย่างไร

9. พูดข่มเหง

อาจจะเพียงแค่อำกันเล่น แต่บางคนอำกันแรงเกินไป หรือเรื่องที่ไม่ควรจะพูดเช่นเรื่องหยาบคาย เรื่องที่กระทบต่อความรู้สึก ที่อาจจะเกิดการทะเลาะกันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุเล็กๆ ที่จะนำไปสู่ความบานปลายได้

10. โกหก

แม้ว่าเรื่องบางเรื่อง ไม่พูดความจริงอาจจะดีกว่า แต่บางคนโกหกจนเป็นนิสัย หาความจริงไม่ได้ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ ใครถูกหลอกบ่อยๆก็คงไม่สุขใจแน่นอน แล้วจะอยู่ด้วยความระแวงต่อไปได้อย่างไร

ทั้งนี้คนที่จะถือไม้เท้ายอดทองกระบองยออดเพชรนั้น นอกเหนือจะหลีกเลี่ยงนิสัยเหล่านี้แล้ว อีกประการสำคัญที่ควรยึดไว้ในการครองเรือนนั้นคือ การรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน นั่นเอง

เรียบเรียงข้อมูลจาก มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

ไม้เด็ด "คุณพ่อมือใหม่" พิชิตใจคุณแม่ขณะอุ้มท้อง

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
"การอุ้มท้อง" ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผู้หญิง เป็นการเตรียมตัวสู่ความเป็นแม่ของลูกแบบสมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ที่ทำให้ตัวคุณแม่มีอาการหงุดหงิด กังวล และเอาแต่ใจง่ายกว่าปกติ จนคนรอบข้างรู้สึกสับสน และไม่เข้าใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความเข้าใจ จากคุณพ่อ เป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องการมากที่สุด

รวมไปถึงการ "Take care" ที่คุณแม่อยากได้จากคุณพ่อตลอด 9 เดือน เพื่อให้รับรู้ถึงการมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบต่อสมาชิกใหม่ที่จะลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าต่อจากนี้

ทีมงาน Life and Family จึงเดินทางไปพูดคุยกับ "นพ.สมเกียรติ คูอมรพัฒนะ" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารก โรงพยาบาลเจ้าพระยา ถึงการเตรียมตัวเป็นคุณพ่อมือใหม่กัน ว่าช่วงที่คุณภรรยากำลังอุ้มน้องอยู่นั้น คุณสามีที่รัก จะมีวิธีรับมือ และมีส่วนช่วยอย่างไรได้บ้าง? โดย คุณหมอ "สมเกียรติ" ให้คำแนะนำว่า

- คุณพ่อต้องเข้าใจกลไกก่อนการตั้งครรภ์ของคุณแม่พอสมควร ว่าแต่ละช่วงจะมีอาการ และการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เพราะเมื่อรู้ถึงกลไกดังกล่าวแล้ว คุณพ่อจะรู้ว่า ควรจะต้องดูแลในส่วนไหนเป็นพิเศษ และระวังอะไรเป็นพิเศษบ้าง?

- เมื่อทราบผลจากคุณหมอว่า ภรรยาที่รักของคุณกำลังจะมีน้อง คุณพ่อควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองด้วย ไม่ควรน้อยใจว่า "อะไรก็ลูก" "อ้างลูกอีกแล้วหรอ" แต่ควรเอาใจคุณแม่ และเสียสละ รวมถึงมีเวลาให้กับคุณแม่มากขึ้น

- คุณพ่อต้องเป็นหมอคนที่สองรองจากหมอที่โรงพยาบาล นั่นคือ "หมอที่บ้าน" เพราะคุณพ่อมีเวลาใกล้ชิดคุณแม่มากกว่า การช่วยเหลือในสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อ เช่นน้ำหนักขึ้นหรือเปล่า กินยาตามหมอบอกหรือไม่ เป็นต้น


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
กระนั้น ในช่วงที่คุณแม่กำลังอุ้มน้องอยู่นั้น แน่นอนว่า การเอาใจ และใส่ใจของคุณพ่อ เป็นเรื่องที่คุณแม่อยากได้ เคยมีบางคนถึงกับน้อยใจว่า "คุณสามีไม่สนใจเราเลย" "ใช่สิ! ช่วงนี้เรามันอ้วน ไม่สวยเหมือนเดิมแล้วนี่" เป็นต้น คุณหมอจึงแนะนำการมีส่วนร่วมของคุณพ่อขณะตั้งครรภ์ของคุณแม่ตลอด 9 เดือนไว้เบื้องต้นว่า :

- เป็นพ่อบ้านมือใหม่ ในช่วงที่คุณแม่กำลังอุ้มน้องอยู่นั้น คุณพ่อสามารถเอาใจ และใส่ใจคุณแม่ได้ ด้วยการเป็นพ่อบ้านมือใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมอาหารเช้าให้คุณแม่ก่อนไปทำงาน เน้นเมนูที่ใหม่-สด-สะอาด เช่น เนื้อ นม ไข่ โดยเฉพาะผักผลไม้ช่วยบำรุงครรภ์ต่างๆ เพราะจะช่วยให้คุณแม่ขับถ่ายได้ง่าย สิ่งเหล่านี้ จะช่วยสร้างความสุข และความสบายใจให้กับคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี เพราะคุณพ่อกล้าแสดงออกถึงความห่วงใยต่อคุณแม่แบบจริงใจ

"อาหารสำหรับคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ควรเน้นความหลากหลาย ไม่เจาะจงว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ชนิดเดียว อาหารต้องสด หมักดองควรกินแต่น้อย กินแล้วไม่แพ้ สิ่งที่อยากให้กินทุกวันคือ ไข่ไก่อย่างน้อย 1 ฟอง แล้วแต่เมนูในวันนั้นๆ เพราะมีโปรตีน และคุณค่าต่อเด็กทารกโดยตรง ส่วนสิ่งที่ต้องห้ามเลย คือแอลกอฮอล์ และบุหรี่ โดยเฉพาะพ่อ ไม่ควรสูบบุหรี่ในบ้าน หรือทั้งพ่อและแม่ เพราะลูกจะมีน้ำหนักน้อยเวลาคลอด และมีปัญหาเรื่องปอดได้" คุณหมอให้คำแนะนำ

- สัมผัสรัก "Touch love" คุณพ่อต้องแสดงความรักอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสทางกาย เช่น ลูบท้องคุณแม่บ่อยๆ คุยกับลูกในท้อง เพื่อให้คุณแม่รู้สึกว่า คุณพ่อดีใจ และสนใจการมาเกิดของลูกในท้อง

- ถึงอ้วน..ยังไงก็รัก ช่วงนี้คุณแม่อาจจะมีร่างกายที่อวบอั๋นไปหน่อย แต่คุณพ่อต้องเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วย ไม่พูดถึงรูปร่างให้คุณแม่ต้องกังวล แต่ต้องให้กำลังใจ และให้ความรักกับคุณแม่มากขึ้น

- Up and down คุณพ่อควรจูงมือพาคุณแม่ และลูกในท้องไปเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์นอกบ้านบ้าง เช่น สวนสาธารณะ หรือพาไปออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ แต่ทั้งนี้ต้องระวังตะคริวด้วย อีกอย่างคือ ในช่วงท้องแรกๆ อุณหภูมิที่สูงเกินไป อาทิ เข้าสปา หรือหักโหมการออกกำลังกายอย่างหนัก จะมีผลต่อความผิดปกติของเด็กได้ เช่น ทำให้เกิดความพิการในเด็ก และที่สำคัญ ท่วงท่าของการออกกำลังกายจะต้องเหมาะสม ไม่เป็นอันตราย และเสี่ยงต่อการลื่น หรือหกล้ม

- นวดคลายเมื่อย เมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้น คุณแม่มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามตัว คุณพ่อสามารถช่วยได้ ด้วยการนวดบริเวณที่คุณแม่ปวด ช่วยผ่อนคลาย และสร้างสายสัมพันธ์ความรักระหว่างพ่อแม่ และลูกในท้องได้เป็นอย่างดี

- เล็กๆ น้อยๆ คุณสามีก็ทำได้ ทุกวันที่ว่าง หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คุณสามีควรช่วยคุณแม่หยิบของใช้เล็กๆ น้อยๆ ได้ เพราะบางที เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ถ้าคุณแม่จะเดินไปหยิบก็คงไม่สะดวก สิ่งที่คุณพ่อช่วยได้ ก็ควรช่วย เช่น หยิบน้ำ หยิบผ้า เป็นต้น และยิ่งใกล้ๆ คลอด คุณพ่อต้องดูแลคุณแม่ตลอด 24 ชม.

- "Shopping for baby" ทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ ต้องเตรียมพร้อมเต็มที่กับลูกที่จะคลอดในอีกไม่กี่เดือน เช่น ไปซื้อของใช้ด้วยกัน เป็นต้น

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
"เซ็กซ์" ระหว่างตั้งครรภ์...ทำได้หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานถามต่อไปว่า "การมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ เป็นอันตรายต่อตัวคุณแม่ และลูกในท้องหรือไม่!" คุณหมอให้คำตอบว่า "ไม่อันตรายอย่างที่คิดครับ สามารถมีเซ็กซ์ได้ตลอดครับ แต่ต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์นะครับ เช่น มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หรือมดลูกบีบตัวผิดปกติ (ซึ่งผู้หญิงจะทราบดี) อาจนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดได้ และเป็นอันตรายต่อลูกในท้องได้ครับ

ส่วนท่วงท่าที่เหมาะสมในการมีเซ็กซ์นั้น หมอขอแนะนำว่า ถ้าท้องคุณภรรยายังเล็กอยู่สามารถใช้ท่าปกติได้ แต่ถ้าท้องใหญ่ๆ ต้องเป็นท่าที่ไม่ควรไปทับมดลูกโดยตรง ซึ่งปกติจะเป็นท่าที่ผู้ชายนอนทับร่างผู้หญิง ซึ่งอาจจะเปลี่ยนมาใช้ท่านอนตะแคง เข้าทางด้านหลัง หรือท่านั่งแทนก็ได้"

นอกจากนี้ "คุณหมอสมเกียรติ" ได้ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่เฉพาะขณะคลอดเท่านั้นที่ควรจะดูแล และเอาใจใส่คุณภรรยาเป็นพิเศษ หลังคลอดก็เช่นเดียวกัน ทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ ต้องศึกษา และหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก โดยเฉพาะฝ่ายชายที่สามารถช่วยคุณแม่ได้มาก เช่น ช่วยอุ้มลูกเวลาไปซื้อของ หรือนั่งกินอาหารแทนที่คุณแม่จะป้อน พ่อก็สามารถป้อนได้ หรือการเช็ดอุจจาระ-ปัสสาวะของลูก พ่อก็ทำได้ เรียกง่ายๆ ว่า ภาระทุกอย่างที่แม่ทำได้ พ่อก็ทำได้ นอกเสียจากเวลาให้นมลูกจากเต้าของแม่เท่านั้นที่พ่อไม่สามารถทำได้

"การเตรียมตัวเป็นคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่" ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่รู้หลัก และเตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ โดยเฉพาะคุณพ่อแล้ว ถือเป็นคนสำคัญที่สุดของคุณแม่เลยทีเดียว ที่จะทำให้ตลอด 9 เดือนที่อุ้มรักลูกน้อย มีความสุข และเกิดความทรงจำที่ดีตลอดไป ตามคำที่คุณหมอฝากไว้ว่า "การจะเป็นพ่อคน แม่คนที่ดีนั้น ทั้งสองต้องมีความรักเป็นแกนกลาง เป็นความรักที่เสียสละ เมื่อเกิดปัญหา จะสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี"

/// ทีมงานขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อ-คุณแม่มือใหม่ และมือโปรทุกคนนะครับ /// :)

Lovely Visitors

free counters

>

Add to Technorati Favorites