| การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเด็กไทย ถือเป็นเรื่องท้าทายของพ่อแม่ยุคใหม่เป็นอย่างมาก เพราะภาษาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ดังนั้นการสร้างฐานภาษาอังกฤษให้ลูกอย่างแข็งแรง จะเป็นตัวสร้างความได้เปรียบในสังคมที่มีการแข่งขันได้ดี นั่นแสดงให้เห็นว่า ครอบครัวไหนที่อึดกว่า ภาษาอังกฤษของลูกก็จะถึงเส้นชัยได้เร็วกว่า กับเรื่องนี้ “ดร.ต้น-บงกช เศวตามร์” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และพัฒนาการเด็ก สะท้อนในงาน Kids and School Tour จัดขึ้นที่โรงเรียนอนุบาลเซ็นต์จอห์น เมื่อเสาร์ที่ผ่านมาว่า ปัญหาเด็กไทย (บางคน) ไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษ เกิดจากพ่อแม่คาดหวังมากเกินไป ใจร้อนอยากจะให้ลูกพูดได้เร็ว แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยว่า การเรียนภาษามีระยะเวลาการเรียนรู้ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่ต้องสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะตามหลักพัฒนาการแล้ว เด็กเล็กจะสื่อสาร และโต้ตอบได้ช้า แต่เด็กจะได้ยิน โดยจะเก็บข้อมูลจากสิ่งที่พ่อแม่ป้อน พอเด็กเริ่มพูดได้ เขาจะเกิดความเข้าใจ และเรียนรู้ได้เร็ว ดร.บงกช กล่าวต่อว่า การสอนของพ่อแม่ต้องให้ความรัก และความเข้าใจ รวมทั้งสอนให้ลูกสนุก และเล่นไปพร้อมกับลูก ที่สำคัญควรสร้างความมั่นใจในการพูดให้กับลูก ถ้าพูดไม่ตรงกับหลักไวยากรณ์ก็ไม่ควรตัดจังหวะการพูดของลูก เช่น “ผิดค่ะ ประโยคนี้ต้องใช้ Went นะคะ เพราะมันเป็นสิ่งที่หนูเล่าถึงเรื่องที่ผ่านมาในอดีต หนูจะใช้ go ไม่ได้ค่ะ ผิดนะคะลูก พูดใหม่” แต่ควรปล่อยให้ลูกพูดต่อไปให้จบ แล้วจึงค่อยแนะนำอีกที อย่างไรก็ดี เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษให้ดีนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจวิถีการเล่นของลูกด้วย เช่น ถ้าลูกชอบฟังเพลง ก็เอาเพลงอังกฤษมาร้องเล่นกับลูก ถ้าลูกเป็นคนไม่ชอบพูด ก็ควรหาเกมต่อคำศัพท์ หรือเกมต่อคำมาให้เขาเล่น แต่ถ้าเขาชอบวาดภาพ ก็หากิจกรรมที่เน้นการวาดภาพ เช่น มีคำศัพท์มาให้ อธิบายให้ลูกเข้าใจ และให้ลูกวาดตามความหมายของคำๆ นั้นออกมา เป็นต้น” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาฯกล่าว “หัวใจของการพูดภาษาอังกฤษที่ดีคือการสื่อสารการเข้าใจ ถ้าลูกได้พูด และเรากับเขาเข้าใจกัน ความถูกต้องทางไวยากรณ์ก็ไม่สำคัญ ผิดถูกค่อยสอนตอนลูกพูดจบ เพราะไม่เช่นนั้น เขาจะไม่มั่นใจ และไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษอีกเลย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่จะเกิดภาพฝังใจในตอนโตได้ง่าย” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาฯ บอก | |||||
“เด็กเล็กส่วนมากจะรับรู้ภาษาจากการฟังและการอ่านของพ่อแม่ก่อน แต่เมื่อเขาโตขึ้น เขาจะสามารถปล่อยออกมาได้เอง เช่น พูดได้ เขียนได้ แต่ทั้งนี้ต้องเริ่มจากการรับก่อน แต่การรับต้องรับอย่างสม่ำเสมอ และเป็นประจำด้วย ผสมกับกิจกรรมที่สนุก และเข้าใจง่าย” Mr.Tim กล่าว สำหรับกิจกรรมที่จัดให้ลูกที่บ้านง่ายๆ Mr.Tim บอกว่ามีหลายกิจกรรมด้วยกัน คือ กิจกรรม Slap หรือตบคำศัพท์ ฝึกทักษะการฟัง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถนำรูปสิ่งของมา 5 สิ่ง (รองเท้า ถุงเท้า กางเกง เสื้อ และกระโปรง) มาอธิบายให้ลูกเข้าใจความหมายของคำศัพท์นั้นๆ ก่อน จากนั้นวางภาพดังกล่าวลงกับพื้น แล้วให้เด็กใช้ไม้ตีแมลงวันตบคำศัพท์ตามที่คุณพ่อคุณแม่บอก “เข้าไปตีคำว่า ซอกส์สิลูก” อย่างไรก็ดี ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกจำนวนมากที่สามารถทำที่บ้านได้ เช่น ทายคำศัพท์ที่หายไป จะช่วยฝึกทักษะการพูด กิจกรรมจับคู่คำศัพท์ ช่วยฝึกทักษะการอ่าน และกิจกรรมสะกดคำ ฝึกทักษะการเขียน ซึ่งกิจกรรมที่นำมาใช้คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกสนุก และไม่หงุดหงิดเมื่อลูกเล่นผิด เพราะจะทำให้ลูกขาดความมั่นใจ ส่งผลให้การเรียนภาษาอังกฤษด้อยไปด้วย “ในช่วงลูกยังเล็ก เวลาที่พ่อแม่จะฝึกภาษาอังกฤษกับลูก อย่าตกใจว่าเขาไม่โต้ตอบกับเรา เพราะพัฒนาการของเขายังไม่พร้อม แต่เขาจะได้ยินเสียงของพ่อแม่ และจะเริ่มเก็บเสียงไปเรื่อยๆ กระทั่งเริ่มพูดได้ พ่อแม่ควรใช้ภาพประกอบ เพื่อให้ลูกเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นช่วงทดสอบความเชื่อมั่นของพ่อแม่ ดังนั้นลูกจะออกเสียงได้เร็ว พ่อแม่ต้องค่อยๆ ฝึก โดยเริ่มจากคำง่ายๆ และคำที่ลูกคุ้นเคยไปก่อน” Mr.Tim กล่าวทิ้งท้าย สนใจสื่อการสอนภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดได้ที่ www.learnenglish.org.uk |
Tuesday, 21 July 2009
ภาษาอังกฤษของลูก ฝึกอย่างไรให้ได้ผลจริง
Labels:
บทความการศึกษาเด็ก
Wednesday, 27 May 2009
วิธีปราบเด็กดื้อ
|
Labels:
บทความสุขภาพเด็ก
"ไกล่เกลี่ย"อย่างไร ให้ครอบครัวหายขัดแย้ง
|
Labels:
บทความเกี่ยวกับครอบครัว
สอนลูกอย่างไร? ไม่ให้ตาบอดเพราะ "ความรัก"
|
Labels:
บทความสุขภาพเด็ก
7 วิธี"เอื้อเฟื้อ"เพื่อนบ้านอย่างง่าย พลิกให้ชุมชนน่าอยู่
|
Labels:
บทความเกี่ยวกับครอบครัว
10 นิสัยแย่ๆที่ทำให้รักกันน้อยลง
| ไม่ว่าจะเป็นสำนวนไทยที่ว่า ‘ข้าวใหม่ปลามัน’ หรือ ‘ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน’ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่หลายคนเถียงไม่ได้ เพราะเป็นธรรมดาที่คนเราตอนรักกันใหม่ๆ อะไรๆ ก็ดีไปเสียหมด แต่เมื่ออยู่กันไปนานๆ ความเป็นตัวของตัวเอง กับความเคยชิน ก็เลยทำอะไรบางอย่าง ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะรับไม่ได้ จนถึงขั้นต้องบอกเลิกรากันไป ดังนั้น ลองมาดู10 นิสัยแย่ๆที่จะทำให้ชีวิตรักถูกบั่นทอนไป ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้คนรัก ต้องเลิกรามากที่สุด | |||||
เห็นแก่ตัวหรือการเอาแต่ใจตัวเองนั้น แม้จะเป็นเรื่องธรรมดามากที่ทุกคนต้องเอาแต่ใจตัวเองกันอยู่แล้ว แต่ว่าใครจะเอาใจตัวเองมาก หรือน้อยเท่านั้นเอง บางคนคิดว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองน้อย แต่ความจริงแล้วมาก ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลย ทำให้อีกฝ่ายเอือมระอาก็เป็นได้ 2. แสดงความป็นเจ้าของ การที่คนเรารักกันนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่หากคุณไปแสดงความเป็นเจ้าของจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เขาคนนั้นอาจเกิดความรำคาญและรู้สึกอิสระที่เคยมีมันถูกจำกัดมากขึ้น ซึ่งในที่นี่ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องรักกันอย่างหลบๆซ่อน แต่การที่คุณแสดงตัวให้ใครต่อใครได้รู้ว่าคุณกับเขาเป็นแฟนกัน ในลักษณะที่เป็นเงาตามตัวกันเลย เช่น ไปไหนไปด้วย ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ โดยไม่ให้เขามีเวลาส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว ก็อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกัน 3. พิษรัก แรงหึง คนเราอยู่ด้วยกัน แต่มีให้เกียติและไมไว้ใจซึ่งกันและกัน ก็คงจะอยู่ยาก ซึ่งเรื่องการหึงหวงนี้ คงจะห้ามไม่ให้หึงไม่ได้ แต่ทั้งสองฝ่ายควรมีลิมิตกันบ้าง ไม่ใช่ว่าเพื่อนคุยด้วยก็ยังหน้ามืดตามัว หึงขนาดนั้น คงจะไม่ไหว บางคนเข้าขั้นโทรเช็คตลอดเวลา อันนี้น่าเป็นห่วงมาก 4. ท้าเลิก ท่องให้ขึ้นใจ จะมะเลาะกันหนักแค่ไหนอย่าท้าทายไปหย่าหรือเลิกกันเด็ดขาด ถ้าคิดแค่เพียงให้เขามาง้อเท่านั้น วิธีนี้จะใช้ได้ผลในช่วงแรกเท่านั้น แต่หลังๆ ละก็ หากพูดบ่อยเข้า เขาตอบสนองพาไปอำเภอ หรือเลิกกันจริงๆ น้ำตาเช็ดหัวเข่าในตอนจบ 5. นอกใจ ช่างเป็นพฤติกรรมลนิสัยที่ใช้ไม่ได้จริงๆ เพราะหากใครทำแบบนี้ถือได้ว่าคุณไม่ได้ให้เกียรติคนที่คุณรักเลย ซึ่งทุกคนก็ย่อมหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง บางครั้งอาจทำ เพื่อให้อีกฝ่ายหึงเล่นๆ เป็นการคอนเฟิร์มว่าคุณเองก็มีค่าสำหรับพวกเขา แต่ควรระวังให้ดี เพราะมองอีกมุม คือคุณไม่แคร์ความรู้สึกของเขาเลย และถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่รู้จะอยู่ด้วยกันไปทำไม | |||||
บ่อยครั้งที่มีคำถามว่า เพื่อนกับแฟน เลือกอะไร หรือไม่ก็เอาข้อดีของเพื่อนและแฟนมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันจะเปรียบเทียบกันได้อย่างใรในเมื่อเพื่อนกับแฟนมีสถานะที่ต่างกันและแทนกันไม่ได้เสียเลย แต่ในบางครั้งเพื่อนก็ไม่อยากให้คุณมีแฟน เพราะเวลาที่จะได้เฮฮากับเพื่อนก็จะลดลงเพราะแฟนก้าวเข้ามาในชีวิต หากเพื่อนเข้าใจในเรื่องนี้ก็คงจะดี แต่ทว่าเพื่อนที่คบหาไม่เปิดใจเอาเสียเลย เขาจะคิดว่าคุณไปตัวติดกับแฟนแทน หรืออาจจะด้วยความหวังดีมากเกินไป ก็เลยคิดแทนคุณไปหมด ว่าแฟนคุณดีพอสำหรับคุณหรือเปล่า จนเป็นประเด็นให้ต้องทะเลาะกันก็มี 7. โกรธแล้วไม่เคลียร์ เป็นสาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกรากันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ อาการแบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า หรือบางทีเรื่องที่โกรธอาจมาจากความเข้าใจผิด แล้วไม่พูดกัน ก็ไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้ซึ่งความผิด ความไม่เข้าใจ และอารมณ์ที่ขุ่นมัว เมื่อมันเก็บไว้นานๆก็อาจทำให้คนสองคนเบื่อหน่าย ทำอะไรก็ผิดไปเสียหมด 8. นัด...อย่าผิดนัด การเลื่อนนัด ประเภท เลื่อนแล้วเลื่อนอีก หรือว่ามาสายแบบ นัดเช้ามาบ่าย นัดบ่ายมาเย็น อาการแบบนี้ บางคนเขารอบ่อยๆ รอไปรอมา เลิกรอตลอดไปเลยก็มีนะ เพราะแค่การรับผิดชอบตัวเอง ให้ตรงต่อเวลายังไม่สามารถทำได้ แล้วจะรับผิดชอบหรือทำให้อีกฝ่ายเชื่อมั่นได้อย่างไร 9. พูดข่มเหง อาจจะเพียงแค่อำกันเล่น แต่บางคนอำกันแรงเกินไป หรือเรื่องที่ไม่ควรจะพูดเช่นเรื่องหยาบคาย เรื่องที่กระทบต่อความรู้สึก ที่อาจจะเกิดการทะเลาะกันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุเล็กๆ ที่จะนำไปสู่ความบานปลายได้ 10. โกหก แม้ว่าเรื่องบางเรื่อง ไม่พูดความจริงอาจจะดีกว่า แต่บางคนโกหกจนเป็นนิสัย หาความจริงไม่ได้ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ ใครถูกหลอกบ่อยๆก็คงไม่สุขใจแน่นอน แล้วจะอยู่ด้วยความระแวงต่อไปได้อย่างไร ทั้งนี้คนที่จะถือไม้เท้ายอดทองกระบองยออดเพชรนั้น นอกเหนือจะหลีกเลี่ยงนิสัยเหล่านี้แล้ว อีกประการสำคัญที่ควรยึดไว้ในการครองเรือนนั้นคือ การรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน นั่นเอง เรียบเรียงข้อมูลจาก มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว |
Labels:
บทความเกี่ยวกับครอบครัว
ไม้เด็ด "คุณพ่อมือใหม่" พิชิตใจคุณแม่ขณะอุ้มท้อง
|
Labels:
บทความสุขภาพของคุณแม่
Subscribe to:
Posts (Atom)










