Namo's Album ::

รวมบทความ

Wednesday, 27 May 2009

เที่ยวสไตล์ “บ้านเบาหวาน” เมื่อทริปนี้มีน้ำตาลร่วมทาง

ทัวร์สุขภาพ-เดินทางอย่างไร…ไม่ให้น้ำตาลขึ้น!
“โรคเบาหวาน” นับเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้หลายคนต้องพลาดโอกาสดี ๆ ในการเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวไป แต่คงจะดีไม่น้อยหากผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องพิถีพิถันในเรื่องอาหารการกิน สามารถไปเที่ยวกับครอบครัวได้เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ ล่าสุด หลายครอบครัวได้มีโอกาสเข้าร่วม"ทัวร์สุขภาพ เดินทางอย่างไร...ไม่ให้น้ำตาลขึ้น"

จัดโดยโรงพยาบาลนครธน เพื่อให้ความรู้แก่สมาชิกในครอบครัวที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ตลอดจนการร่วมแลกเปลี่ยนทัศนคติ ซึ่งผู้เข้าร่วมทริปครั้งนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “มีความสุขและได้ความรู้มากมาย”

คุณแม่จุกกับลูกกอล์ฟ 2 แม่ลูกต่อสู้เบาหวาน
"ครอบครัวถือเป็นกำลังใจสำคัญโดยเฉพาะลูกๆที่ให้การช่วยเหลืออยู่เสมอ ทำให้รู้สึกฮึดสู้ พร้อมที่จะเผชิญกับโรคต่างๆได้อย่างมั่นใจ” เสียงจาก “สุชาดา ธนสหวรคุณ” คุณแม่วัย 50 ปีของ “กอล์ฟ-นภดล ธนสหวรคุณ” ที่เอ่ยถึงกำลังใจสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ หลังจากพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคเบาหวานมาเกือบ 4 ปีแล้ว

เธอเล่าต่อว่า ในช่วงแรกที่ทราบว่าเป็นโรคนี้ ค่อนข้างกังวลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มาก เพราะเชื่อว่าเป็นโรคที่สามารถอยู่ร่วมกับมันได้ ด้วยการรับประทานยาตามที่คุณหมอสั่ง ควบคุมอาหารตามที่คุณหมอบอก เช่น ไม่รับประทานอาหารหวาน ควบคุมการกินให้เหมาะสม รวมทั้งไปพบคุณหมออย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่ลูกชาย “กอล์ฟ-นภดล” วัย 24 ปี เล่าว่า เป็นครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวกับคุณแม่แบบนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ถือว่าเป็นทริปที่คุ้มค่ามาก เพราะนอกจากเบาหวานจะไม่ใช่อุปสรรคสำหรับครอบครัวของเราแล้ว คุณแม่ยังได้เจอกับเพื่อนๆที่ป่วยเป็นเบาหวานเหมือนกัน ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันด้วย

“โดยส่วนตัวแล้ว ครอบครัวของเราจะไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยอยู่แล้ว แต่การมาเที่ยวในครั้งนี้ เราได้ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานจากคุณหมอกลับไปด้วย ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ สามารถนำกลับไปใช้ดูแลคุณแม่ที่บ้านได้ด้วยครับ” กอล์ฟเล่า

“คุณตาสันติ-คุณยายจิตรา” ความจำ (ไม่) สั้น...แถมรักกัน
เช่นเดียวกับ คู่รักยั่งยืนของ "คุณยายจิตรา" ซึ่งคุณยายเป็นเบาหวานมาเกือบ 20 ปี จูงมือมากับ"คุณตาสันติ ตระการวิจิตร" วัย 77 ปี เท่ากัน เผยว่า ตอนแรกไม่นึกว่าจะเป็นเบาหวาน แต่ด้วยความที่ลูกชายเป็นหมอ เมื่อเห็นความผิดปกติของคุณแม่ที่มีร่างกายผอมลงเรื่อยๆ จึงพาไปตรวจสุขภาพ ผลปรากฏว่าเป็นเบาหวานจริง หลังจากนั้นเป็นต้นมา เริ่มดูแลตัวเองมาโดยตลอด ซึ่งได้ลูกที่บ้านคอยช่วยดูแลอีกแรงด้วย ไม่ว่าจะเรื่องอาหาร หรือการพาออกไปเที่ยวนอกบ้าน

“การมาในครั้งนี้ บอกได้เลยว่าได้เพื่อน และความรู้เรื่องเบาหวานกลับไปไม่ใช่น้อย ปัจจุบันระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติดี เพราะทานยาตามที่หมอสั่ง และทานอาหารที่เหมาะสม” คุณยายจิตราเล่า

ส่วนคู่ของ "ธีรยุทธ-นภารัตน์ เวชเจริญยิ่ง" หนึ่งในคู่รักที่แม้ว่าจะไม่มีใครป่วยเป็นโรคเบาหวานก็ตาม แต่ด้วยความสนใจและอยากได้ความรู้กลับไปดูแลกันและกันที่บ้านเพื่อป้องกันไว้ก่อนนั้น ทั้งคู่ต่างมีความเห็นตรงกันว่า การตัดสินใจมาเที่ยวกับครอบครัวอื่นๆที่มีสมาชิกในบ้านเป็นเบาหวานนั้น นับว่าได้ความรู้ในเรื่องของการบริโภคอาหาร

ขณะเดียวกันยังได้ทดลองและเห็นผลด้วยตัวเองจากการรับประทานอีกด้วย เพราะทางโรงพยาบาลจะมีการตรวจวัดค่าระดับน้ำตาลในเลือดให้กับผู้ป่วยตลอดการเดินทาง ทั้งก่อนอาหารเช้า หลังอาหารเช้า และหลังอาหารเที่ยง ซึ่งไม่ใช่การให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ให้ในภาคปฏิบัติด้วย เพราะถ้าไม่ควบคุมอาหารระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นแน่นอน

"ทัวร์สุขภาพครั้งนี้ ทำให้รู้เลยว่า ถ้ายิ่งตามใจปากต่อไป คงไม่ดีต่อร่างกายในวัยที่สูงขึ้นแน่นอน ทางที่ดีต้องรู้จักปล่อยวาง และหันมารักสุขภาพให้มากขึ้น เพราะคนเราซื้ออะไรได้หมด แต่ถ้าป่วยแล้ว เงินก็ไม่สามารถซื้อได้ตลอด จึงขอฝากไปยังทุกครอบครัวด้วยว่า นอกจากอาหารกายที่เราให้กับพ่อแม่แล้ว อาหารใจก็สำคัญที่จะเป็นอาหารเสริมเติมพลังให้กับท่านได้เป็นอย่างมาก" ธีรยุทธบอก

*** เบาหวาน...เบาใจไปกับคุณหมอ ***

การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานจะได้ผลดีมากน้อยแค่ไหนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยเบาหวานและคนรอบข้าง โดยเฉพาะ "ครอบครัว" ที่เข้าใจปัญหา และคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ และการดูแลเอาใจใส่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม หากผู้ป่วยและคนในครอบครัวผนวกกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางช่วยกันระมัดระวังอาการของโรคไปพร้อมๆกัน

“นพ.สมคนึง ตัณฑ์วรกุล” หรือ “หมอไก่"
ทั้งนี้ "นพ.สมคนึง ตัณฑ์วรกุล" อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจและแพทย์ที่ปรึกษาชมรมเบาหวาน รพ.นครธน ให้มุมมองว่า คนไทยมักกังวลกับโรคเบาหวานอยู่มาก สาเหตุหนึ่งมาจากเห็นผู้ป่วยบางคนถูกตัดขา เพราะว่าเส้นเลือดอักเสบ หรือเกิดแผลที่ก้นขนาดใหญ่รักษาไม่หาย กลายเป็นวัณโรคปอดเสียชีวิต

“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยค่อนข้างดื้อ อย่างที่สองคือรักษาช้า ไม่ควบคุมเรื่องอาหาร รวมทั้งผู้ป่วยยังมีข้อสงสัย และไม่ศรัทธาในเรื่องยา เข้าใจว่า ทานยามากจะเป็นอันตรายต่อไตเป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิสัยปกติของคนในสังคมที่ยังไม่เดินหน้า ขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และยังไม่เข้าถึงการรักษาเท่าที่ควร” นพ.สมคะนึงอธิบาย

*** เบาหวาน...เบาใจไปกับการกิน ***

สำหรับครอบครัวไทยกับเบาหวานนั้น นพ.สมคนึง สะท้อนให้ฟังว่า ไม่ค่อยได้ตระหนักถึงปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดภาวะอ้วนจนนำไปสู่เบาหวาน ซึ่งส่วนใหญ่ครอบครัวที่เป็นเบาหวาน สมาชิกในครอบครัวจะกินด้วยกัน ตู้เย็นใหญ่เหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งเป็นเบาหวานขึ้นมาแล้ว ลูกหลานก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเบาหวานตามไปด้วย ดังนั้นหัวขบวนต้องเป็นจุดเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เช่น ไม่กินน้ำอัดลม หรือกินอาหารจานด่วนให้น้อยลง

“ถ้าปู่ย่า ตายายเคยมีพฤติกรรมป่วยเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควรต้องระวังเรื่องการกินเป็นพิเศษ เพราะจะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้มากขึ้น เนื่องโรคนี้ส่วนหนึ่งถ่ายทอดมาจากพันธุกรรม ถ้าไม่ระมัดระวัง ร่างกายจะไปดึงยีนเบาหวานเร่งให้เป็นเร็วขึ้น” นพ.สมคนึงกล่าวเสริม

ส่วนเรื่องอาหารการกินสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะเพิ่มว่าก่อนจะรับประทานอาหาร เช่น นม ต้องอ่านฉลาก หรือคุณค่าทางโภชนาการข้างกล่องด้วย

“ถ้ารู้สึกอยากทานนมพร่องมันเนย วันนั้นต้องตัดอาหารประเภทแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตออกไป เช่น ข้าว 1 มื้อ จะช่วยทำให้พอดี และไม่เกินความจำเป็น ซึ่งเรียกว่า "หลักอาหารแลกเปลี่ยน-อาหารทดแทน" เพราะ นมทุกชนิดมีน้ำตาลธรรมชาติผสมอยู่ ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานควรระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นพิเศษ”

ขณะที่ชา-กาแฟ ควรชงกับน้ำตาลเทียม ไม่ควรใส่นม หรือครีมเทียม อย่างไรก็ตามกาแฟที่มีความเข้มข้นมากเกินไป ส่งผลให้น้ำตาลในร่างกายย่อยได้ช้าลง รวมไปถึงชาเชียว หรือเครื่องดื่มชูกำลังชนิดต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ผลไม้ที่ไม่แนะนำให้กิน เช่น มะม่วง (ดิบ/สุก) กล้วย ข้าวโพด มะพร้าว มันเทศ เมล็ดทั้งหลาย หรือพืชที่มีหัวอยู่ใต้ดิน เนื่องจากมีคาร์โบไฮเดรต หรือแป้งอยู่สูงมาก เป็นต้น

“ผู้ป่วยที่เป็นแล้ว ไม่ต้องไปกังวลครับ แต่ขอให้ดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย และใช้ยาตามหมอสั่งอย่างสม่ำเสมอ พยายามควบคุมการกิน และให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ที่ประมาณ 140-160-160 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในเวลาหลังอาหารทั้งเช้าและก่อนนอน

อย่างไรก็ดีการตรวจสุขภาพประจำปี จะทำให้ทราบการเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ดีที่สุด ซึ่งถ้าตรวจพบว่า เข้าข่ายภาวะเตรียมเบาหวาน หรือน้ำตาลในเลือดเกิน 110 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ปัจจุบันมียาที่จะช่วยย่อยน้ำตาล และชะลอการเป็นเบาหวานโดยตรงได้ช้าลง โอกาสที่จะต้องตัดขาหรือเป็นแผลเรื้อรังก็จะน้อยลง

“ที่สำคัญกำลังใจจากครอบครัวจะเป็นยาเสริมที่ช่วยให้ดีขึ้นได้ ทำให้ผู้ป่วยสามารถอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุขครับ"คุณหมอฝากทิ้งท้าย

0 comments:

Post a Comment

Lovely Visitors

free counters

>

Add to Technorati Favorites