<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123</id><updated>2011-11-27T16:57:57.559-08:00</updated><category term='บทความสุขภาพเด็ก'/><category term='Namo Funny&apos;s Clips'/><category term='Pregnancy'/><category term='How to contact me'/><category term='บทความสุขภาพของคุณแม่'/><category term='Free Download-Mozart'/><category term='พาลูกเที่ยว'/><category term='บทความเกี่ยวกับครอบครัว'/><category term='บทความการศึกษาเด็ก'/><title type='text'>Namo's Blog</title><subtitle type='html'>Baby Blog, Mozart Music Box, Baby Funny Clips, kid Foods</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>117</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-1515250178200949273</id><published>2009-07-21T09:23:00.001-07:00</published><updated>2009-07-21T09:23:57.420-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความการศึกษาเด็ก'/><title type='text'>ภาษาอังกฤษของลูก ฝึกอย่างไรให้ได้ผลจริง</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;strong&gt;การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของเด็กไทย ถือเป็นเรื่องท้าทายของพ่อแม่ยุคใหม่เป็นอย่างมาก เพราะภาษาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ดังนั้นการสร้างฐานภาษาอังกฤษให้ลูกอย่างแข็งแรง จะเป็นตัวสร้างความได้เปรียบในสังคมที่มีการแข่งขันได้ดี นั่นแสดงให้เห็นว่า ครอบครัวไหนที่อึดกว่า ภาษาอังกฤษของลูกก็จะถึงเส้นชัยได้เร็วกว่า&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       กับเรื่องนี้ &lt;strong&gt;“ดร.ต้น-บงกช เศวตามร์&lt;/strong&gt;” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และพัฒนาการเด็ก สะท้อนในงาน Kids and School Tour จัดขึ้นที่โรงเรียนอนุบาลเซ็นต์จอห์น เมื่อเสาร์ที่ผ่านมาว่า &lt;span style="color:#990000;"&gt;ปัญหาเด็กไทย (บางคน) ไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษ เกิดจากพ่อแม่คาดหวังมากเกินไป ใจร้อนอยากจะให้ลูกพูดได้เร็ว แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยว่า การเรียนภาษามีระยะเวลาการเรียนรู้ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่ต้องสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะตามหลักพัฒนาการแล้ว เด็กเล็กจะสื่อสาร และโต้ตอบได้ช้า แต่เด็กจะได้ยิน โดยจะเก็บข้อมูลจากสิ่งที่พ่อแม่ป้อน พอเด็กเริ่มพูดได้ เขาจะเกิดความเข้าใจ และเรียนรู้ได้เร็ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ดร.บงกช กล่าวต่อว่า การสอนของพ่อแม่ต้องให้ความรัก และความเข้าใจ รวมทั้งสอนให้ลูกสนุก และเล่นไปพร้อมกับลูก ที่สำคัญควรสร้างความมั่นใจในการพูดให้กับลูก ถ้าพูดไม่ตรงกับหลักไวยากรณ์ก็ไม่ควรตัดจังหวะการพูดของลูก เช่น “ผิดค่ะ ประโยคนี้ต้องใช้ Went นะคะ เพราะมันเป็นสิ่งที่หนูเล่าถึงเรื่องที่ผ่านมาในอดีต หนูจะใช้ go ไม่ได้ค่ะ ผิดนะคะลูก พูดใหม่” แต่ควรปล่อยให้ลูกพูดต่อไปให้จบ แล้วจึงค่อยแนะนำอีกที&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษให้ดีนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจวิถีการเล่นของลูกด้วย เช่น ถ้าลูกชอบฟังเพลง ก็เอาเพลงอังกฤษมาร้องเล่นกับลูก ถ้าลูกเป็นคนไม่ชอบพูด ก็ควรหาเกมต่อคำศัพท์ หรือเกมต่อคำมาให้เขาเล่น แต่ถ้าเขาชอบวาดภาพ ก็หากิจกรรมที่เน้นการวาดภาพ เช่น มีคำศัพท์มาให้ อธิบายให้ลูกเข้าใจ และให้ลูกวาดตามความหมายของคำๆ นั้นออกมา เป็นต้น” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาฯกล่าว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       “หัวใจของการพูดภาษาอังกฤษที่ดีคือการสื่อสารการเข้าใจ ถ้าลูกได้พูด และเรากับเขาเข้าใจกัน ความถูกต้องทางไวยากรณ์ก็ไม่สำคัญ ผิดถูกค่อยสอนตอนลูกพูดจบ เพราะไม่เช่นนั้น เขาจะไม่มั่นใจ และไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษอีกเลย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่จะเกิดภาพฝังใจในตอนโตได้ง่าย” ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาฯ บอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="200" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="200"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000008836902.JPEG" width="200" height="213" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;Mr.Tim Hughes&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       สอดรับกับ&lt;strong&gt; Mr. Tim Hughes&lt;/strong&gt; วิทยากรผู้เชี่ยวชาญการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กจาก British Council (Thailand) บอกว่า &lt;strong&gt;อยากจะให้ลูกชินกับภาษาอังกฤษ พ่อแม่ต้องจัดช่วงเวลาที่ชัดเจนในการพูด เช่น หลังอาหาร หรือก่อนนอน 10-15 นาที ฝึกวันละ 3-4 คำ เริ่มจากใช้คำที่ง่าย และใช้กันทั่วไป เช่น อวัยวะตามร่างกาย เครื่องใช้ภายในบ้าน เป็นต้น เพื่อเป็นการเพิ่มคำศัพท์ก่อนลูกจะพูดหรือสื่อสารได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       “เด็กเล็กส่วนมากจะรับรู้ภาษาจากการฟังและการอ่านของพ่อแม่ก่อน แต่เมื่อเขาโตขึ้น เขาจะสามารถปล่อยออกมาได้เอง เช่น พูดได้ เขียนได้ แต่ทั้งนี้ต้องเริ่มจากการรับก่อน แต่การรับต้องรับอย่างสม่ำเสมอ และเป็นประจำด้วย ผสมกับกิจกรรมที่สนุก และเข้าใจง่าย” Mr.Tim กล่าว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       สำหรับกิจกรรมที่จัดให้ลูกที่บ้านง่ายๆ Mr.Tim บอกว่ามีหลายกิจกรรมด้วยกัน คือ กิจกรรม Slap หรือตบคำศัพท์ ฝึกทักษะการฟัง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถนำรูปสิ่งของมา 5 สิ่ง (รองเท้า ถุงเท้า กางเกง เสื้อ และกระโปรง) มาอธิบายให้ลูกเข้าใจความหมายของคำศัพท์นั้นๆ ก่อน จากนั้นวางภาพดังกล่าวลงกับพื้น แล้วให้เด็กใช้ไม้ตีแมลงวันตบคำศัพท์ตามที่คุณพ่อคุณแม่บอก “เข้าไปตีคำว่า ซอกส์สิลูก”&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;อย่างไรก็ดี ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกจำนวนมากที่สามารถทำที่บ้านได้ เช่น ทายคำศัพท์ที่หายไป จะช่วยฝึกทักษะการพูด กิจกรรมจับคู่คำศัพท์ ช่วยฝึกทักษะการอ่าน และกิจกรรมสะกดคำ ฝึกทักษะการเขียน ซึ่งกิจกรรมที่นำมาใช้คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกสนุก และไม่หงุดหงิดเมื่อลูกเล่นผิด เพราะจะทำให้ลูกขาดความมั่นใจ ส่งผลให้การเรียนภาษาอังกฤษด้อยไปด้วย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       “ในช่วงลูกยังเล็ก เวลาที่พ่อแม่จะฝึกภาษาอังกฤษกับลูก อย่าตกใจว่าเขาไม่โต้ตอบกับเรา เพราะพัฒนาการของเขายังไม่พร้อม แต่เขาจะได้ยินเสียงของพ่อแม่ และจะเริ่มเก็บเสียงไปเรื่อยๆ กระทั่งเริ่มพูดได้ พ่อแม่ควรใช้ภาพประกอบ เพื่อให้ลูกเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นช่วงทดสอบความเชื่อมั่นของพ่อแม่ ดังนั้นลูกจะออกเสียงได้เร็ว พ่อแม่ต้องค่อยๆ ฝึก โดยเริ่มจากคำง่ายๆ และคำที่ลูกคุ้นเคยไปก่อน” Mr.Tim กล่าวทิ้งท้าย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       สนใจสื่อการสอนภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดได้ที่ www.learnenglish.org.uk&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-1515250178200949273?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/1515250178200949273/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/07/blog-post.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/1515250178200949273'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/1515250178200949273'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='ภาษาอังกฤษของลูก ฝึกอย่างไรให้ได้ผลจริง'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-447586470914331793</id><published>2009-05-27T08:21:00.001-07:00</published><updated>2009-05-27T08:23:13.517-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>วิธีปราบเด็กดื้อ</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="180" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="180"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005690201.JPEG" width="180" height="271" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       แม้ว่าที่ผ่านมา เด็กๆชอบจะทำอะไรก็ตามด้วยความไร้เดียงสา ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็มักพูดกันว่า ‘เด็กไม่รู้...ไม่ผิด’ แต่ในความไม่รู้นั้น มันเกิดความถามตามมาว่า พ่อแม่ควรสอนให้เขารู้หรือไม่ว่า การร้องไห้งอแงจะเอาของเล่นโดยไม่ฟังเหตุผลของพ่อแม่ การเอาแต่ใจตนเองอยากไปไหนมาไหนแล้วแสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ หรือการที่พ่อแม่สอนให้ช่วยเหลืองานบ้าน แต่เขากลับไม่อยากทำเพียงเพราะห่วงเล่นอย่างเดียวนั้นมันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาไม่น่ารัก&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       และแน่นอนว่า หลายครอบครัวที่ประสบกับปัญหาเหล่านี้ บางคนหาทางออกโดยการตามใจลูกเสียทุกอย่างเพียงเพราะไม่อยากได้ยินเสียงร้องไห้งอแง หรือเบื่อที่จะฟัง รำคาญที่จะพูด ขณะที่บางคนอาจหาทางออกด้วยการลงไม้ลงมือ ทำโทษลูกตลอดเวลา จนเป็นเหตุให้เขากลายเป็นเด็กมีปัญหามากที่สุด&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ทั้งนี้ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีได้แนะวิธีที่พ่อแม่ควรปฏิบัติกับลูกอย่างถูกวิธีดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;1. “เรียกลูก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;” เรียกให้เด็กสนใจฟังคุณ และหันมามองคุณก่อนจะบอกให้เด็กทำอะไร เช่น “ต้อม...มองหน้าแม่ ซิ... แม่จะบอกอะไรหน่อยครับ”&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;2. “ชมลูก”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ชมเด็กทันทีที่เด็กหันมาให้ความสนใจที่คุณ เช่น “ดีมากครับ...ที่หันมามองแม่”&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;3. “พูดดี”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ให้ใช้คำพูดที่ง่าย สั้น และชัดเจนทีละคำสั่ง เช่น “เอาล่ะ...ช่วยเอาผ้านี่ไปใส่ตะกร้าให้แม่ทีครับ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="300" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="300"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005690202.JPEG" width="300" height="199" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ส่วนสิ่งที่พ่อแม่ควรระลึกไว้เสมอเพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติของลูกนั้นมีดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;1. “อย่าสั่ง-คาดหวัง”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; สิ่งที่คุณต้องการให้เด็กทำต้องเป็นสิ่งที่เด็กทำได้ อย่าสั่งหรือคาดหวังให้เด็กทำในสิ่งที่เกินความสามารถของเด็ก&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;2. “อย่าพูดซ้ำ”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ควรบอกให้เด็กทำงานทีละชิ้นเพียงครั้งเดียว ให้เวลา 5 วินาที สำหรับเด็กในการทำตามที่คุณบอก อย่าพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นครั้งที่ 2 หรือ 3&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;3. “อย่ายัดเยียด” &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;หลีกเลี่ยงการบอกให้เด็กทำงานชิ้นที่ 2 ในขณะที่เขากำลังทำงานชิ้นแรกอยู่&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;4. “อย่าโลเล”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ถ้าคุณยังไม่พร้อมที่จะเด็ดขาดเอาจริงกับเด็กเวลาเด็กต่อต้านคุณ คุณก็ยังไม่พร้อมที่จะบอกให้เด็กทำอะไร&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;และเมื่อเด็กเชื่อฟัง ทำตามที่พ่อแม่บอกแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ควรปฏิบัติมีดังนี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;1. “ชมทันที”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ควรให้คำชมทันทีที่เด็กเริ่มทำตามที่คุณบอก เช่น“ดีมากครับ...ที่น้องโจลุกมาเก็บของเล่นทันทีที่แม่เรียก...แม่พอใจมากเลย”&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;2. “ชมอีกครั้ง”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; และให้คำชมอีกครั้งเมื่อเด็กทำงานที่คุณสั่งสำเร็จ เช่น “เยี่ยมจริงๆ...แม่เห็นเลยว่าหนูตั้งใจล้างจานพวกนี้จนสะอาด...เก่งมากคะ”&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;3. “ภาษากาย”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อย่าลืมภาษากาย!!...แสดงความชื่นชมโดยการหอม กอด ลูบหัว ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="180" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="180"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005690203.JPEG" width="180" height="301" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;แต่ทว่า หากลูกดื้อเกินกว่าที่คาดไว้ เมื่อเขายังไม่ทำตามสั่งภายใน 5 วินาที...พ่อแม่ควรทำดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;1. “นับ 1...”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; พ่อแม่ควรเริ่มนับ “1...2...3” (ต้องมีการคุยกับเด็กเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า หากนับถึง 3 แล้วเด็กยังไม่ทำตามที่ คุณบอกจะเกิดอะไรตามมา)&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;2. “ถึง 3...งานเข้า!!”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หากนับถึง 3 แล้วเด็กยังไม่ทำตามที่คุณบอก ต้องเอาจริง เด็ดขาดในการลงโทษตามกฎที่ตกลงกันไว้ เช่น ริบของเล่น หักค่าขนม ปิดทีวี ปิดเกม ตัดสิทธิในที่เด็กชอบ ฯลฯ อย่าดีแต่บ่น...ขู่ หรือใจอ่อน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;3. “เงียบสงบ สยบความเคลื่อนไหว”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เพิกเฉยหากเด็กทำท่าทางไม่เหมาะสม เพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือแสดงความหงุดหงิดไม่พอใจ เช่น บ่น งอน ปึงปัง โวยวาย ฯลฯ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;ทั้งหมดนี้เป็นกลเม็ดที่พ่อแม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งเด็กที่ดื้ออาจเชื่อฟังมากขึ้นอีก เมื่อพ่อแม่พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ นุ่มนวล ไม่ใช้อารมณ์ ให้โอกาสเขาได้เลือกสิ่งที่พ่อแม่ต้องการให้ทำ (แต่สิ่งที่พ่อแม่กำหนดต้องเป็นสิ่งที่ยอมรับได้) เช่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       หากคุณต้องการให้เด็กอาบน้ำและแปรงฟัน คุณอาจจะพูดกับเด็กว่า “โอ๋...ได้เวลาอาบน้ำ แปรงฟันแล้วครับ...แม่ให้เลือกเอาว่าโอ๋จะอาบน้ำก่อน หรือแปรงฟันก่อนดีครับ” หากเด็กไม่ยอมเลือกอะไรเลย เตือนเด็กอีกครั้งว่าบทลงโทษของเราสำหรับเด็กที่ไม่เชื่อฟัง คืออะไรโดยใช้คำพูดทำนองนี้ แม่ก็จำเป็นต้องทำตามกฎที่เราคุยกันไว้.............”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="17" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-447586470914331793?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/447586470914331793/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_7697.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/447586470914331793'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/447586470914331793'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_7697.html' title='วิธีปราบเด็กดื้อ'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-8663689052800258467</id><published>2009-05-27T08:19:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T08:23:31.754-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความเกี่ยวกับครอบครัว'/><title type='text'>"ไกล่เกลี่ย"อย่างไร ให้ครอบครัวหายขัดแย้ง</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="320" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="320"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005707701.JPEG" width="320" height="240" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       อาจจะกล่าวได้ว่า &lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;"ความขัดแย้ง"&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เป็นสิ่งที่แฝงตัวอยู่ในทุก ๆ ครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเล็ก หรือครอบครัวใหญ่ การโต้เถียง เอาชนะคะคาน หรือการไม่เห็นด้วย มักเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ &lt;strong&gt;ซึ่งเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น สิ่งที่สำคัญกว่าการเป็นฝ่ายแพ้-ชนะก็คือ การทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ยุติลงได้ด้วยดี หรืออย่างน้อยก็ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรู้สึกว่าตนเองก็ได้รับความยุติธรรม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       และเมื่อความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ข้อมูลในเว็บไซต์ eHow.com ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับกับครอบครัวเมื่อต้องเผชิญหน้าความขัดแย้งเอาไว้อย่างน่าสนใจดังนี้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;1. เลือกสถานที่ให้เหมาะสม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ห้องหรือพื้นที่ที่จะใช้ในการถกเถียง พูดคุย สานความสัมพันธ์ให้กลับมาดีดังเดิม &lt;span style="color:#990000;"&gt;ควรเลือกห้องที่มีขนาดกว้าง โล่ง นั่งสบาย และมีพื้นที่พอให้ทุกคนอยู่ในห้องเดียวกันได้อย่างไม่อึดอัด&lt;/span&gt;เพราะในการโต้เถียง หรือแสดงความคิดเห็นขัดแย้ง อาจจำเป็นต้องมีการแสดงท่าทางมากกว่าการพูดคุยปกติ &lt;span style="color:#990000;"&gt;ห้องทานข้าว หรือห้องนั่งเล่นก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เหมาะสม&lt;/span&gt; เพราะเป็นพื้นที่ส่วนกลางของบ้านที่สมาชิกทุกคนใช้ร่วมกัน &lt;strong&gt;ส่วนห้องที่ควรหลีกเลี่ยงคือห้องที่มีขนาดเล็ก เช่น ห้องนอน เพราะอาจทำให้สมาชิกในครอบครัวเกิดความรู้สึกอึดอัดได้ ในขณะที่เจ้าของห้องนอนก็อาจรู้สึกถูกรุกล้ำที่ส่วนตัว&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;2. เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูด&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;การเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยงข้องกับความขัดแย้งนั้นได้พูดระบายความในใจ ตลอดจนความคิดเห็นต่าง ๆ ออกมา (โดยที่ต้องให้เกียรติสมาชิกในบ้านคนอื่น ๆ ด้วย) จะเป็นอีกหนึ่งทางที่ทำให้ทุกคนสบายใจได้มากขึ้น และเหมาะสมกว่าการปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งควบคุมบทสนทนานั้นอยู่คนเดียว&lt;/span&gt; เพราะสมาชิกในบ้านคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมการสนทนาในครั้งนี้ รู้สึกว่า ความเห็นของเขา - สิ่งที่เขารู้สึกต่อสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้รับการแชร์ให้สมาชิกคนอื่น ๆ ในบ้านรับทราบ และเขาก็จะเก็บความไม่พอใจเหล่านั้นเอาไว้ต่อไป&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดนั้น ก็อาจใช้ช้อนเล็ก ๆ เป็นสัญลักษณ์ วางเอาไว้หน้าคนที่เป็นผู้พูด เมื่อพูดจบ ก็ส่งช้อนต่อให้คนถัดไป และควรแน่ใจว่า การกำหนดลำดับการพูดเป็นไปด้วยความยุติธรรม&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;3. มองทุกความเห็นเป็นสิ่งที่มีคุณค่า&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เมื่อได้มานั่งอยู่ร่วมกันในห้องที่ใช้ถกเถียงประเด็นปัญหาก็ต้องการการยอมรับและการให้เกียรติ การเปิดโอกาสให้เขาได้พูดในสิ่งที่เขารู้สึก เป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้การไกล่เกลี่ยปัญหาลุล่วงไปได้ด้วยดีอีกทางหนึ่ง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;4. ให้เกียรติสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวขณะเสนอความเห็น&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การเผชิญหน้ากัน โต้เถียงด้วยเสียงอันดัง หรือทะเลาะกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย เกิดขึ้นได้ไม่ยากในครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่โต้เถียงกันอยู่ด้วยเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเห็นตรงกันข้าม แต่หากมองไกลออกไปอีกสักนิดก็จะพบว่า แท้จริงแล้ว การเป็นครอบครัวเดียวกันนั้น หลังจากปัญหานี้ผ่านไปเราก็จะยังคงเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ การพูดจาโดยถนอมน้ำใจกันเอาไว้ ใช้เหตุผล และสติแทนการใช้คำพูดประชดประชัน หรือขึ้นคำหยาบคาย จะเป็นทางออกที่น่านับถือมากกว่า และจะเป็นตัวช่วยไม่ให้เกิดความรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจ หรือเป็นแผลลึกในใจต่อกันและกันได้มากกว่า&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ในกรณีนี้ หากต้องการหาตัวช่วยขำ ๆ แล้วล่ะก็ อาจลองมองหาการ์ดสีแดงแจกให้ทุกคนถือเอาไว้ เมื่อพบว่ามีใครเริ่มใช้อารมณ์ หรือขึ้นเสียงใส่คนอื่น ก็ให้ยกการ์ดสีแดงขึ้นมา เป็นสัญญาณ "หยุด" ผู้พูดจะได้มีคนเตือนให้รู้สึกตัว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;5. ใช้เวลาอย่างเหมาะสม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       บางครั้ง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ยากเกินกว่าจะเยียวยาได้สำเร็จใน 1 วัน การให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องมานั่ง และพูดถึงปัญหา ๆ ๆ เป็นเวลานานเพื่อจะหาข้อสรุปให้ได้ทั้งที่มันเป็นเรื่องที่ &lt;strong&gt;"เป็นไปไม่ได้"&lt;/strong&gt; ก็อาจทำให้สมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวรู้สึกว่า กำลังเสียเวลาไปเปล่า ๆ ดังนั้น การได้เปิดประเด็นพูดคุยในสิ่งที่ค้างคาใจของสมาชิกในครอบครัว และจบมันลงในเวลาที่เหมาะสมก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางให้บรรยากาศความขัดแย้งในครอบครัวดีได้เร็วขึ้น เพราะเวลาที่เหลือหลังจากนั้น อาจทำให้คนในบ้านได้นำกลับไปคิดทบทวนได้มากขึ้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;6. ปล่อยวาง ให้อภัย ยกโทษ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       แม้เวลาจะผ่านไปนานแสนนาน สมาชิกในบ้านที่ทำผิดก็ยอมรับผิดแล้วทุกทาง แต่บางครั้งก็ดูเหมือนว่า ความโกรธขึ้งในใจยังไม่บรรเทาเบาบางลงไป อีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยได้ก็คือ &lt;span style="color:#990000;"&gt;การ "ปล่อยวาง" ให้อภัย ยกโทษให้กับฝ่ายที่ทำให้เราโกรธเคือง เพราะการถือโทษเอาไว้ หรือทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่กันนั้นจะยิ่งทำให้ "จิตใจ" ของผู้ที่ยึดถือเอาไว้ยิ่งแย่ลง และไม่ได้ทำให้บรรยากาศความขัดแย้งในครอบครัวดีขึ้นแต่อย่างใดด้วยค่ะ&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-8663689052800258467?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/8663689052800258467/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_8498.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8663689052800258467'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8663689052800258467'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_8498.html' title='&quot;ไกล่เกลี่ย&quot;อย่างไร ให้ครอบครัวหายขัดแย้ง'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-2819213432910693995</id><published>2009-05-27T08:18:00.002-07:00</published><updated>2009-05-27T08:23:13.518-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>สอนลูกอย่างไร? ไม่ให้ตาบอดเพราะ "ความรัก"</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="300" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="300"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005318801.JPEG" width="300" height="299" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       เด็กปัจจุบันโตเร็วขึ้น เพราะอาหารการกินเราดีขึ้น และพบว่า "แสง สี เสียง" ที่อยู่รอบๆตัวเรามีผลกระตุ้นระบบประสาทให้มีพัฒนาที่เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้พบว่าเด็กผู้หญิงมักมีประจำเดือนครั้งแรกเร็วขึ้น เด็กประถมปลายบางคน ก็มีฮอร์โมนเพศทำงานแล้ว ทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาว และมองเพศตรงข้ามด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิม&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ด้านของฮอร์โมนเพศ ถือเป็นอิทธิพลสำคัญตัวหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ชายเริ่มเกิดการตื่นตัวทางเพศ เห็นเพศหญิงแล้วกระตุ้นให้อวัยวะเพศแข็งตัวได้ ส่วนผู้หญิงก็จะเริ่มสนใจดารา นักร้อง นักกีฬา รุ่นพี่หรือครูหนุ่มๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และคงไม่น่าแปลกที่เด็กประถมปลาย โดยเฉพาะเด็กป.6 ที่กำลังขึ้นม.1 เริ่มที่จะมีความรักนอกเหนือจากความรักของพ่อแม่&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       วันนี้ทีมงาน Life and Family ได้มีโอกาสพูดคุยกับ &lt;strong&gt;"นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล"&lt;/strong&gt; หัวหน้าหน่วยจิตเวช รพ.พญาไท 2 ถึงเรื่องการทำความเข้าใจกับความรักของลูก ซึ่งคุณหมอได้ให้คำแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ในเรื่องนี้ว่า :&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="175" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="175"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005318803.JPEG" width="175" height="186" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;- ถ้าสังเกตว่าลูกเริ่มคบหากับเพื่อนสาว หรือเพื่อนชาย บอกลูกว่าพ่อแม่ไม่ห้ามเรื่องมีความรักในวัยเรียน หากมีแฟนแล้วทำให้ผลการเรียนดีขึ้น ขอให้ช่วยกันเรียน แต่ไม่ยอมรับหากการมีแฟนทำให้ผลการเรียนตกต่ำลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       - อย่าต่อต้านการที่ลูกจะสนใจดารา นักร้อง รวมทั้งการมีแฟน...แต่ให้ลูกเล่าเรื่องแฟนและความรู้สึกของเขาใน เรื่องนี้ (เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยให้เก็บไว้ในใจก่อน)&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       - ควรสอนลูกสาวว่า "ลูกสาวคือผู้หญิงที่พ่อแม่รักมากที่สุดในโลก...เพราะฉะนั้นพ่อแม่จึงอยากให้ลูกสาวรักษาเนื้อ รักษาตัว เพราะถ้าลูกสาวเป็นอะไรไป พ่อแม่หัวใจแตกสลาย"&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;- ควรสอนลูกชายว่า "ลูกชายคือเด็กหนุ่มที่พ่อแม่ภาคภูมิใจ...เพราะฉะนั้นพ่อแม่อยากให้ลูกชายตั้งใจเรียน เพื่อในอนาคตจะได้รับผิดชอบตัวเองและรับผิดชอบคนอื่นที่มาร่วมชีวิตกับเราได้ รักคุณแม่และพี่สาวอย่างไร ลูกชายต้องให้เกียรติเพศตรงข้ามเช่นเดียวกัน"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       - เมื่อลูกโตขึ้น ความรักของลูกก็จะโตตามไปด้วย &lt;strong&gt;พ่อแม่ต้องเป็นฝ่าย "ฟัง" ลูก คือฟังว่าลูกของเราคิดเห็นอย่างไร ที่สำคัญคือ "ห้ามเถียง" อย่าเพิ่งเอาทัศนะส่วนตัวไปตัดสินว่าลูกผิด&lt;/strong&gt; เพราะถ้ารีบขัดแย้งในทันทีที่ลูกพูด วันหลังเขาจะไม่เล่าเรื่องใดๆให้เราฟัง แล้วพ่อแม่จะกลายเป็นคนสุดท้ายที่รู้ความลับของลูก ในวันหลังค่อยแสดงความคิดเห็นของเราว่าลูกคิดอย่างนี้ ส่วนพ่อแม่คิดอย่างนี้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       - ถ้าพ่อแม่บอกให้เลิกกับแฟน ก็ไม่มีผลทำให้เขาเลิก...สิ่งที่ลูกจะเลิกคือเลิกพูดคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่ เพราะฉะนั้นเวลาเขามีปัญหาเรื่องแฟน เขาก็จะปรึกษาเพื่อน ไม่กล้าบอกพ่อแม่ เพราะประเมินแล้วว่าโอกาสถูกตำหนิมีมากกว่าได้คำตอบ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;- เรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน พ่อแม่ก็สอนให้ลูกรู้จักการป้องกัน ด้วยการไม่อยู่กันสองต่อสองในที่ลับหูลับตา รู้จักการปฏิเสธ เช่น "การที่ฉันไม่ยอมมีอะไรกับเธอ ไม่ได้แปลว่าฉันไม่รัก...แต่เป็นเพราะฉันเห็นว่ามันยังไม่ถึงเวลา" "ถ้าเธอรักฉันจริง เธอต้องรอฉันได้...เธอเป็นผู้ชายที่ฉันรัก แต่ฉันพร้อมก็ต่อเมื่อเราแต่งงานแล้วเท่านั้น&lt;/span&gt;"&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;คุณหมอบอกยังต่อว่า ไม่เฉพะแต่เพียงพ่อแม่เท่านั้นที่ต้องเข้าใจลูก แต่ลูกๆ ควรต้องรู้ตัวเองด้วยว่าความรักมี 2 อย่าง คือ "เมตตา" (Passion) และ "เมตตา" (Compassion)&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       "ความรักกับเพื่อนๆ (เพศเดียวกันหรือต่างเพศ) ควรเป็นแบบเมตตา คือ เห็นใจ ช่วยเหลือ เอื้ออาทรต่อกัน แต่หากเราเกิดความเสน่หากับใคร (สังเกตได้จากความรู้สึก "คิดถึง" และ "หึงหวง") ก็เป็นความรู้สึกธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ แต่อย่าคาดหวังว่าเขาจะต้องรักตอบ...เวลาลูกมีความผิดหวังหรืออกหัก พ่อแม่ก็เป็นเพื่อนคอยรับฟังที่ดี"&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;"อะไรก็ตามที่พ่อแม่อยากสอนลูก ควรสอนให้หมดก่อนลูกอายุครบ 10 ขวบ เพราะยังอยู่ในช่วงที่ลูกยังน่ารัก และเชื่อฟังพ่อแม่อยู่ ถือว่าเป็นการ "ปลูกฝัง" สิ่งดีงามให้อยู่ในใจของลูก ที่สำคัญพ่อแม่สอนด้วยคำพูดอย่างไร ก็ต้องปฏิบัติตนให้สอดคล้องกัน เช่น ความเป็นสุภาพบุรุษ การเอาใจใส่และให้เกียรติ์เพศตรงข้าม เป็นต้น" คุณหมอสรุปทิ้งท้าย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เอาเป็นว่า ถ้าครอบครัวไหน ไม่อยากให้ลูกตาบอดเพราะ "ความรัก" ครอบครั้วนั้นต้องเอาใจเขา (ลูก) มาใส่ใจเรา (พ่อแม่) แล้วควรสอนตั้งแต่ยังลูกยังเด็ก นั่นจะเสริมเกาะที่แข็งแรงให้กับลูก ในการเผชิญกับโลกแห่งความรักในตอนโตได้อย่างรู้เท่าทันต่อไปครับ&lt;:)&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-2819213432910693995?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/2819213432910693995/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_3077.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/2819213432910693995'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/2819213432910693995'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_3077.html' title='สอนลูกอย่างไร? ไม่ให้ตาบอดเพราะ &quot;ความรัก&quot;'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-1395519591724404691</id><published>2009-05-27T08:18:00.001-07:00</published><updated>2009-05-27T08:23:31.754-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความเกี่ยวกับครอบครัว'/><title type='text'>7 วิธี"เอื้อเฟื้อ"เพื่อนบ้านอย่างง่าย พลิกให้ชุมชนน่าอยู่</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="185" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="185"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005857001.JPEG" width="185" height="215" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;b&gt;แม้ประเทศไทยจะยังไม่ผ่านช่วงที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองตึงเครียด แต่เราก็ยังสามารถสร้างสุขรอบตัวให้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ด้วยการเลือกทำชุมชนรอบบ้านให้น่าอยู่ ถนนหนทางสะอาดสะอ้าน ต้นไม้ตัดแต่งเป็นระเบียบ มีถังขยะเรียบร้อย คนในชุมชนรู้จักกันดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันดี มีน้ำใจ มองไปทางไหนก็มีแต่ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส เข้าใจกัน และคอยช่วยเหลือกัน ซึ่งการ "เอื้อเฟื้อแบ่งปัน" นั้นเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;1. ทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียง&lt;/span&gt; โดยอาจออกมาเดินเล่นยามเย็นกับลูก ๆ และใช้ช่วงเวลาดังกล่าว ทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกับเพื่อนบ้าน และถ้าต้องการเพิ่มความคุ้นเคยกันให้มากขึ้น อาจจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ ขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำอาหารมาทานร่วมกัน พาครอบครัวมาทำความรู้จักกัน ให้ลูก ๆ มาเล่นด้วยกัน หลังงานเลี้ยงเลิกอาจขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อของแต่ละครอบครัวเอาไว้ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถติดต่อกับเพื่อนบ้านเหล่านั้นได้ทันท่วงที เหล่านี้เป็นต้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;2. ทำความสะอาดพื้นที่รอบบ้านให้โล่งเตียน มองไปทางไหนก็สบายหูสบายตา&lt;/span&gt; ต้นไม้รก ๆ ก็ตัดให้เรียบร้อย เก้าอี้สนามก็เช็ดให้สะอาด ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้โจรผู้ร้ายอาศัยสุมทุมพุ่มไม้เหล่านั้นเป็นที่ซ่อนกำบังตัว หากมีพื้นที่ส่วนกลางเช่น ทางเดินเท้า หรือถนน ที่มีเศษใบไม้ใบหญ้าก็อาจชวนเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงมาทำความสะอาดร่วมกัน หรือจัดอาสาสมัครแบ่งเวรกันทำก็ได้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;3. เปิดไฟสว่างบริเวณหน้าบ้านในยามค่ำคืน&lt;/span&gt; เพราะโจรหรือนักย่องเบามักจะไม่ชอบแสงสว่างมากนัก การเปิดไฟเอาไว้ นอกจากจะช่วยให้โจรคิดหนักไม่อยากย่างกรายเข้ามาในบริเวณบ้านแล้ว ยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงที่อาจต้องเดินทางกลับบ้านดึก ๆ ดื่น ๆ ให้ปลอดภัยมากขึ้นด้วย แต่ก่อนจะปิดบ้านนอน คุณเองก็ต้องไม่ลืมที่จะล็อกกลอน ประตูให้แน่นหนาด้วยเช่นกันนะคะ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;4. เอื้อเฟื้อเพื่อนบ้านด้วยการ "กลับบ้านด้วยกัน"&lt;/span&gt; หากมีเหตุต้องกลับบ้านยามค่ำคืน เช่น อาจจะงานเลิกดึก หรือไปทานอาหารนอกบ้านกับครอบครัวมา ไม่ผิดหากเจอเพื่อนบ้านในละแวกบ้านที่คุณสนิทคุ้นเคยกำลังเดินกลับคนเดียวแล้วคุณจะชวนเขาให้นั่งรถเข้าบ้านพร้อมกับครอบครัวของคุณ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;5. ทำความรู้จักกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดูแลเขตพื้นที่ของคุณ&lt;/span&gt; การทำความรู้จักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาตรวจตราความเป็นไปในย่านที่คุณพักอาศัย ตลอดจนช่วยสังเกตคนแปลกหน้าที่บังเอิญหลงหูหลงตาเข้ามาอยู่ในชุมชนเป็นอีกหนึ่งความช่วยเหลือที่คุณสามารถทำได้ เพื่อให้สังคมรอบข้างที่คุณอาศัยอยู่นั้นปลอดภัยยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;6. ร่วมมือกับเพื่อนบ้าน และทางการในการแบ่งปันความคิดเห็นต่าง ๆ&lt;/span&gt; ตลอดจนข้อเสนอแนะดี ๆ เพื่อให้สังคมโดยรอบปลอดภัยและสงบสุขมากขึ้น เช่น อาจจัดให้มีอาสาสมัครพ่อแม่คอยดูแลตรวจตราความปลอดภัยของชุมชน ดูแลเด็ก ๆ ไม่ให้ไปมั่วสุมสิ่งเสพติด หรืออาจจัดสถานที่กลางเอาไว้สอนเด็ก ๆ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เขาสนใจ เช่น เล่นกีฬา เล่นดนตรี วาดรูประบายสี&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;7. รักษามารยาทในการอยู่ร่วมกันในสังคม&lt;/span&gt; แม้จะมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันแล้ว แต่ก็ต้องรักษามารยาทในการอยู่ร่วมกันเช่นกัน ปัญหาเล็ก ๆ ก็อาจทำให้เพื่อนบ้านที่เคยสนิทชิดชอบกันไม่พอใจกันขึ้นมาได้ เช่น การหยิบยืมข้าวของของเพื่อนบ้านมากจนเกินความจำเป็น, การเปิดเพลงเสียงดัง, การแสดงกิริยาอาการกักขฬะ, การพูดคุยเสียงดังหรือใช้วาจาไม่สุภาพ ตลอดจนการไม่รักษามารยาทอื่น ๆ เช่น การติฉินนินทาเพื่อนบ้านคนอื่นเป็นที่สนุกปาก การหยิบยืมเงินทอง ฯลฯ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากเว็บไซต์ eHow.com ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-1395519591724404691?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/1395519591724404691/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/7.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/1395519591724404691'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/1395519591724404691'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/7.html' title='7 วิธี&quot;เอื้อเฟื้อ&quot;เพื่อนบ้านอย่างง่าย พลิกให้ชุมชนน่าอยู่'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-8568453372616680734</id><published>2009-05-27T08:15:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T08:23:31.754-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความเกี่ยวกับครอบครัว'/><title type='text'>10 นิสัยแย่ๆที่ทำให้รักกันน้อยลง</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;ไม่ว่าจะเป็นสำนวนไทยที่ว่า ‘ข้าวใหม่ปลามัน’ หรือ ‘ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน’ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่หลายคนเถียงไม่ได้ เพราะเป็นธรรมดาที่คนเราตอนรักกันใหม่ๆ อะไรๆ ก็ดีไปเสียหมด แต่เมื่ออยู่กันไปนานๆ ความเป็นตัวของตัวเอง กับความเคยชิน ก็เลยทำอะไรบางอย่าง ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะรับไม่ได้ จนถึงขั้นต้องบอกเลิกรากันไป&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;ดังนั้น ลองมาดู10 นิสัยแย่ๆที่จะทำให้ชีวิตรักถูกบั่นทอนไป ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้คนรัก ต้องเลิกรามากที่สุด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="300" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="300"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005878001.JPEG" width="300" height="237" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;1. เห็นแก่ตัว&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เห็นแก่ตัวหรือการเอาแต่ใจตัวเองนั้น แม้จะเป็นเรื่องธรรมดามากที่ทุกคนต้องเอาแต่ใจตัวเองกันอยู่แล้ว แต่ว่าใครจะเอาใจตัวเองมาก หรือน้อยเท่านั้นเอง บางคนคิดว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองน้อย แต่ความจริงแล้วมาก ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลย ทำให้อีกฝ่ายเอือมระอาก็เป็นได้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;2. แสดงความป็นเจ้าของ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การที่คนเรารักกันนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่หากคุณไปแสดงความเป็นเจ้าของจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เขาคนนั้นอาจเกิดความรำคาญและรู้สึกอิสระที่เคยมีมันถูกจำกัดมากขึ้น&lt;br /&gt;       ซึ่งในที่นี่ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องรักกันอย่างหลบๆซ่อน แต่การที่คุณแสดงตัวให้ใครต่อใครได้รู้ว่าคุณกับเขาเป็นแฟนกัน ในลักษณะที่เป็นเงาตามตัวกันเลย เช่น ไปไหนไปด้วย ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ โดยไม่ให้เขามีเวลาส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว ก็อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;3. พิษรัก แรงหึง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       คนเราอยู่ด้วยกัน แต่มีให้เกียติและไมไว้ใจซึ่งกันและกัน ก็คงจะอยู่ยาก ซึ่งเรื่องการหึงหวงนี้ คงจะห้ามไม่ให้หึงไม่ได้ แต่ทั้งสองฝ่ายควรมีลิมิตกันบ้าง ไม่ใช่ว่าเพื่อนคุยด้วยก็ยังหน้ามืดตามัว หึงขนาดนั้น คงจะไม่ไหว บางคนเข้าขั้นโทรเช็คตลอดเวลา อันนี้น่าเป็นห่วงมาก&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;4. ท้าเลิก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ท่องให้ขึ้นใจ จะมะเลาะกันหนักแค่ไหนอย่าท้าทายไปหย่าหรือเลิกกันเด็ดขาด ถ้าคิดแค่เพียงให้เขามาง้อเท่านั้น วิธีนี้จะใช้ได้ผลในช่วงแรกเท่านั้น แต่หลังๆ ละก็ หากพูดบ่อยเข้า เขาตอบสนองพาไปอำเภอ หรือเลิกกันจริงๆ น้ำตาเช็ดหัวเข่าในตอนจบ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;5. นอกใจ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ช่างเป็นพฤติกรรมลนิสัยที่ใช้ไม่ได้จริงๆ เพราะหากใครทำแบบนี้ถือได้ว่าคุณไม่ได้ให้เกียรติคนที่คุณรักเลย ซึ่งทุกคนก็ย่อมหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง บางครั้งอาจทำ เพื่อให้อีกฝ่ายหึงเล่นๆ เป็นการคอนเฟิร์มว่าคุณเองก็มีค่าสำหรับพวกเขา แต่ควรระวังให้ดี เพราะมองอีกมุม คือคุณไม่แคร์ความรู้สึกของเขาเลย และถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่รู้จะอยู่ด้วยกันไปทำไม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="250" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="250"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005878002.JPEG" width="250" height="228" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;6. หูเบาเชื่อเพื่อน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       บ่อยครั้งที่มีคำถามว่า เพื่อนกับแฟน เลือกอะไร หรือไม่ก็เอาข้อดีของเพื่อนและแฟนมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันจะเปรียบเทียบกันได้อย่างใรในเมื่อเพื่อนกับแฟนมีสถานะที่ต่างกันและแทนกันไม่ได้เสียเลย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       แต่ในบางครั้งเพื่อนก็ไม่อยากให้คุณมีแฟน เพราะเวลาที่จะได้เฮฮากับเพื่อนก็จะลดลงเพราะแฟนก้าวเข้ามาในชีวิต หากเพื่อนเข้าใจในเรื่องนี้ก็คงจะดี แต่ทว่าเพื่อนที่คบหาไม่เปิดใจเอาเสียเลย เขาจะคิดว่าคุณไปตัวติดกับแฟนแทน หรืออาจจะด้วยความหวังดีมากเกินไป ก็เลยคิดแทนคุณไปหมด ว่าแฟนคุณดีพอสำหรับคุณหรือเปล่า จนเป็นประเด็นให้ต้องทะเลาะกันก็มี&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;7. โกรธแล้วไม่เคลียร์&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เป็นสาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกรากันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ อาการแบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า หรือบางทีเรื่องที่โกรธอาจมาจากความเข้าใจผิด แล้วไม่พูดกัน ก็ไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้ซึ่งความผิด ความไม่เข้าใจ และอารมณ์ที่ขุ่นมัว เมื่อมันเก็บไว้นานๆก็อาจทำให้คนสองคนเบื่อหน่าย ทำอะไรก็ผิดไปเสียหมด&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;8. นัด...อย่าผิดนัด&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       การเลื่อนนัด ประเภท เลื่อนแล้วเลื่อนอีก หรือว่ามาสายแบบ นัดเช้ามาบ่าย นัดบ่ายมาเย็น อาการแบบนี้ บางคนเขารอบ่อยๆ รอไปรอมา เลิกรอตลอดไปเลยก็มีนะ เพราะแค่การรับผิดชอบตัวเอง ให้ตรงต่อเวลายังไม่สามารถทำได้ แล้วจะรับผิดชอบหรือทำให้อีกฝ่ายเชื่อมั่นได้อย่างไร&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;9. พูดข่มเหง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       อาจจะเพียงแค่อำกันเล่น แต่บางคนอำกันแรงเกินไป หรือเรื่องที่ไม่ควรจะพูดเช่นเรื่องหยาบคาย เรื่องที่กระทบต่อความรู้สึก ที่อาจจะเกิดการทะเลาะกันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุเล็กๆ ที่จะนำไปสู่ความบานปลายได้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;10. โกหก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       แม้ว่าเรื่องบางเรื่อง ไม่พูดความจริงอาจจะดีกว่า แต่บางคนโกหกจนเป็นนิสัย หาความจริงไม่ได้ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ ใครถูกหลอกบ่อยๆก็คงไม่สุขใจแน่นอน แล้วจะอยู่ด้วยความระแวงต่อไปได้อย่างไร&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ทั้งนี้คนที่จะถือไม้เท้ายอดทองกระบองยออดเพชรนั้น นอกเหนือจะหลีกเลี่ยงนิสัยเหล่านี้แล้ว อีกประการสำคัญที่ควรยึดไว้ในการครองเรือนนั้นคือ การรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน นั่นเอง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;em&gt;เรียบเรียงข้อมูลจาก มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-8568453372616680734?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/8568453372616680734/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/10.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8568453372616680734'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8568453372616680734'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/10.html' title='10 นิสัยแย่ๆที่ทำให้รักกันน้อยลง'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-4019145538594505326</id><published>2009-05-27T08:14:00.002-07:00</published><updated>2009-05-27T08:23:42.289-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพของคุณแม่'/><title type='text'>ไม้เด็ด "คุณพ่อมือใหม่" พิชิตใจคุณแม่ขณะอุ้มท้อง</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="260" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="260"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005869601.JPEG" width="260" height="372" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;"การอุ้มท้อง" ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของผู้หญิง เป็นการเตรียมตัวสู่ความเป็นแม่ของลูกแบบสมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ที่ทำให้ตัวคุณแม่มีอาการหงุดหงิด กังวล และเอาแต่ใจง่ายกว่าปกติ จนคนรอบข้างรู้สึกสับสน และไม่เข้าใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความเข้าใจ จากคุณพ่อ เป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องการมากที่สุด&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;รวมไปถึงการ &lt;strong&gt;"Take care"&lt;/strong&gt; ที่คุณแม่อยากได้จากคุณพ่อตลอด 9 เดือน เพื่อให้รับรู้ถึงการมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบต่อสมาชิกใหม่ที่จะลืมตาดูโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าต่อจากนี้&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       ทีมงาน&lt;strong&gt; &lt;span style="color:#000000;"&gt;Life and Family&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; จึงเดินทางไปพูดคุยกับ &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;"นพ.สมเกียรติ คูอมรพัฒนะ"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารก โรงพยาบาลเจ้าพระยา ถึงการเตรียมตัวเป็นคุณพ่อมือใหม่กัน ว่าช่วงที่คุณภรรยากำลังอุ้มน้องอยู่นั้น คุณสามีที่รัก จะมีวิธีรับมือ และมีส่วนช่วยอย่างไรได้บ้าง? โดย คุณหมอ &lt;strong&gt;"สมเกียรติ"&lt;/strong&gt; ให้คำแนะนำว่า&lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#000000;"&gt;- คุณพ่อต้องเข้าใจกลไกก่อนการตั้งครรภ์ของคุณแม่พอสมควร ว่าแต่ละช่วงจะมีอาการ และการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เพราะเมื่อรู้ถึงกลไกดังกล่าวแล้ว คุณพ่อจะรู้ว่า ควรจะต้องดูแลในส่วนไหนเป็นพิเศษ และระวังอะไรเป็นพิเศษบ้าง?&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       - เมื่อทราบผลจากคุณหมอว่า ภรรยาที่รักของคุณกำลังจะมีน้อง คุณพ่อควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองด้วย ไม่ควรน้อยใจว่า "อะไรก็ลูก" "อ้างลูกอีกแล้วหรอ" แต่ควรเอาใจคุณแม่ และเสียสละ รวมถึงมีเวลาให้กับคุณแม่มากขึ้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       - คุณพ่อต้องเป็นหมอคนที่สองรองจากหมอที่โรงพยาบาล นั่นคือ "หมอที่บ้าน" เพราะคุณพ่อมีเวลาใกล้ชิดคุณแม่มากกว่า การช่วยเหลือในสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อ เช่นน้ำหนักขึ้นหรือเปล่า กินยาตามหมอบอกหรือไม่ เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Center"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="350" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="350"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005869603.JPEG" width="350" height="250" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;กระนั้น ในช่วงที่คุณแม่กำลังอุ้มน้องอยู่นั้น แน่นอนว่า การเอาใจ และใส่ใจของคุณพ่อ เป็นเรื่องที่คุณแม่อยากได้ เคยมีบางคนถึงกับน้อยใจว่า "คุณสามีไม่สนใจเราเลย" "ใช่สิ! ช่วงนี้เรามันอ้วน ไม่สวยเหมือนเดิมแล้วนี่" เป็นต้น คุณหมอจึงแนะนำการมีส่วนร่วมของคุณพ่อขณะตั้งครรภ์ของคุณแม่ตลอด 9 เดือนไว้เบื้องต้นว่า :&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;- เป็นพ่อบ้านมือใหม่&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ในช่วงที่คุณแม่กำลังอุ้มน้องอยู่นั้น คุณพ่อสามารถเอาใจ และใส่ใจคุณแม่ได้ ด้วยการเป็นพ่อบ้านมือใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมอาหารเช้าให้คุณแม่ก่อนไปทำงาน เน้นเมนูที่ใหม่-สด-สะอาด เช่น เนื้อ นม ไข่ โดยเฉพาะผักผลไม้ช่วยบำรุงครรภ์ต่างๆ เพราะจะช่วยให้คุณแม่ขับถ่ายได้ง่าย สิ่งเหล่านี้ จะช่วยสร้างความสุข และความสบายใจให้กับคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี เพราะคุณพ่อกล้าแสดงออกถึงความห่วงใยต่อคุณแม่แบบจริงใจ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;"อาหารสำหรับคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ควรเน้นความหลากหลาย ไม่เจาะจงว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ชนิดเดียว อาหารต้องสด หมักดองควรกินแต่น้อย กินแล้วไม่แพ้ สิ่งที่อยากให้กินทุกวันคือ ไข่ไก่อย่างน้อย 1 ฟอง แล้วแต่เมนูในวันนั้นๆ เพราะมีโปรตีน และคุณค่าต่อเด็กทารกโดยตรง &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ส่วนสิ่งที่ต้องห้ามเลย คือแอลกอฮอล์ และบุหรี่ โดยเฉพาะพ่อ ไม่ควรสูบบุหรี่ในบ้าน หรือทั้งพ่อและแม่ เพราะลูกจะมีน้ำหนักน้อยเวลาคลอด และมีปัญหาเรื่องปอดได้"&lt;/span&gt; คุณหมอให้คำแนะนำ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;- สัมผัสรัก "Touch love"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; คุณพ่อต้องแสดงความรักอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสทางกาย เช่น ลูบท้องคุณแม่บ่อยๆ คุยกับลูกในท้อง เพื่อให้คุณแม่รู้สึกว่า คุณพ่อดีใจ และสนใจการมาเกิดของลูกในท้อง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;&lt;strong&gt;- ถึงอ้วน..ยังไงก็รัก&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ช่วงนี้คุณแม่อาจจะมีร่างกายที่อวบอั๋นไปหน่อย แต่คุณพ่อต้องเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วย ไม่พูดถึงรูปร่างให้คุณแม่ต้องกังวล แต่ต้องให้กำลังใจ และให้ความรักกับคุณแม่มากขึ้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;- Up and down&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; คุณพ่อควรจูงมือพาคุณแม่ และลูกในท้องไปเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์นอกบ้านบ้าง เช่น สวนสาธารณะ หรือพาไปออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ แต่ทั้งนี้ต้องระวังตะคริวด้วย อีกอย่างคือ ในช่วงท้องแรกๆ อุณหภูมิที่สูงเกินไป อาทิ เข้าสปา หรือหักโหมการออกกำลังกายอย่างหนัก จะมีผลต่อความผิดปกติของเด็กได้ เช่น ทำให้เกิดความพิการในเด็ก และที่สำคัญ ท่วงท่าของการออกกำลังกายจะต้องเหมาะสม ไม่เป็นอันตราย และเสี่ยงต่อการลื่น หรือหกล้ม&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;- นวดคลายเมื่อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เมื่อเข้าสู่อายุครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้น คุณแม่มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามตัว คุณพ่อสามารถช่วยได้ ด้วยการนวดบริเวณที่คุณแม่ปวด ช่วยผ่อนคลาย และสร้างสายสัมพันธ์ความรักระหว่างพ่อแม่ และลูกในท้องได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;- เล็กๆ น้อยๆ คุณสามีก็ทำได้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ทุกวันที่ว่าง หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คุณสามีควรช่วยคุณแม่หยิบของใช้เล็กๆ น้อยๆ ได้ เพราะบางที เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ถ้าคุณแม่จะเดินไปหยิบก็คงไม่สะดวก สิ่งที่คุณพ่อช่วยได้ ก็ควรช่วย เช่น หยิบน้ำ หยิบผ้า เป็นต้น และยิ่งใกล้ๆ คลอด คุณพ่อต้องดูแลคุณแม่ตลอด 24 ชม.&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;- "Shopping for baby"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ ต้องเตรียมพร้อมเต็มที่กับลูกที่จะคลอดในอีกไม่กี่เดือน เช่น ไปซื้อของใช้ด้วยกัน เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="260" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="260"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005869602.JPEG" width="260" height="345" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;"เซ็กซ์" ระหว่างตั้งครรภ์...ทำได้หรือไม่?&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมงานถามต่อไปว่า &lt;strong&gt;"การมีเซ็กซ์ขณะตั้งครรภ์ เป็นอันตรายต่อตัวคุณแม่ และลูกในท้องหรือไม่!"&lt;/strong&gt; คุณหมอให้คำตอบว่า "ไม่อันตรายอย่างที่คิดครับ สามารถมีเซ็กซ์ได้ตลอดครับ แต่ต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์นะครับ เช่น มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หรือมดลูกบีบตัวผิดปกติ (ซึ่งผู้หญิงจะทราบดี) อาจนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดได้ และเป็นอันตรายต่อลูกในท้องได้ครับ&lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;ส่วนท่วงท่าที่เหมาะสมในการมีเซ็กซ์นั้น หมอขอแนะนำว่า ถ้าท้องคุณภรรยายังเล็กอยู่สามารถใช้ท่าปกติได้ แต่ถ้าท้องใหญ่ๆ ต้องเป็นท่าที่ไม่ควรไปทับมดลูกโดยตรง ซึ่งปกติจะเป็นท่าที่ผู้ชายนอนทับร่างผู้หญิง ซึ่งอาจจะเปลี่ยนมาใช้ท่านอนตะแคง เข้าทางด้านหลัง หรือท่านั่งแทนก็ได้"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       นอกจากนี้&lt;span style="color:#000000;"&gt; &lt;strong&gt;"คุณหมอสมเกียรติ"&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ได้ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่เฉพาะขณะคลอดเท่านั้นที่ควรจะดูแล และเอาใจใส่คุณภรรยาเป็นพิเศษ หลังคลอดก็เช่นเดียวกัน ทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ ต้องศึกษา และหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก โดยเฉพาะฝ่ายชายที่สามารถช่วยคุณแม่ได้มาก เช่น ช่วยอุ้มลูกเวลาไปซื้อของ หรือนั่งกินอาหารแทนที่คุณแม่จะป้อน พ่อก็สามารถป้อนได้ หรือการเช็ดอุจจาระ-ปัสสาวะของลูก พ่อก็ทำได้ เรียกง่ายๆ ว่า ภาระทุกอย่างที่แม่ทำได้ พ่อก็ทำได้ นอกเสียจากเวลาให้นมลูกจากเต้าของแม่เท่านั้นที่พ่อไม่สามารถทำได้&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#666666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;"การเตรียมตัวเป็นคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่"&lt;/span&gt; ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่รู้หลัก และเตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ โดยเฉพาะคุณพ่อแล้ว ถือเป็นคนสำคัญที่สุดของคุณแม่เลยทีเดียว ที่จะทำให้ตลอด 9 เดือนที่อุ้มรักลูกน้อย มีความสุข และเกิดความทรงจำที่ดีตลอดไป ตามคำที่คุณหมอฝากไว้ว่า&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt; "การจะเป็นพ่อคน แม่คนที่ดีนั้น ทั้งสองต้องมีความรักเป็นแกนกลาง เป็นความรักที่เสียสละ เมื่อเกิดปัญหา จะสามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี" &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;/// ทีมงานขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อ-คุณแม่มือใหม่ และมือโปรทุกคนนะครับ /// :)&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="17" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-4019145538594505326?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/4019145538594505326/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_5191.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/4019145538594505326'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/4019145538594505326'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_5191.html' title='ไม้เด็ด &quot;คุณพ่อมือใหม่&quot; พิชิตใจคุณแม่ขณะอุ้มท้อง'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-765406538653850673</id><published>2009-05-27T08:14:00.001-07:00</published><updated>2009-05-27T08:23:13.518-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>เปิดเทอมแล้วค่ะ ตอนนี้เด็ก ๆ หลายคนอาจกำลังเห่อชุดนักเรียนใหม่ กระเป๋าใหม่ ถุงเท้ารองเท้าใหม่ ตลอดจนกล่องดินสอ สมุด ปากกา ยางลบใหม่ ฯลฯ ที่คุณพ่อคุณแม่ ตลอดจนญาติ ๆ ซื้อมาฝาก เพื่อให้เอาไปใช้เรียน</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="250" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="250"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005310401.JPEG" width="250" height="313" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;เปิดเทอมแล้วค่ะ ตอนนี้เด็ก ๆ หลายคนอาจกำลังเห่อชุดนักเรียนใหม่ กระเป๋าใหม่ ถุงเท้ารองเท้าใหม่ ตลอดจนกล่องดินสอ สมุด ปากกา ยางลบใหม่ ฯลฯ ที่คุณพ่อคุณแม่ ตลอดจนญาติ ๆ ซื้อมาฝาก เพื่อให้เอาไปใช้เรียนหนังสือที่โรงเรียนกันอยู่ก็เป็นได้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       และก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกนะคะ ว่าเด็ก ๆ มักจะชอบของใช้น่ารัก ๆ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ถ้าขอมี เจ้าดินสอลายการ์ตูน ยางลบสีชมพู หรือไม้บรรทัดห้อยตุ้งติ้งน่ารัก ๆ เอาไว้สักชิ้นในกล่องดินสอ ก็อาจรู้สึกเหมือนห้องเรียนมันช่างสดใสเสียจริง ส่วนเด็กผู้ชายก็อาจแตกต่างกันออกไป บางคนก็ชอบกล่องดินสอหุ่นยนต์ กดนั่น นู่น นี่ หรือแปลงร่างได้ บางคนก็ชอบยางลบลวดลายแปลก ๆ กบเหลาดินสอไฮเทค หรือไม่ก็เตรียมพกตุ๊กตุ่นตุ๊กตา ของใช้ที่ไม่เหมือนใครไปโรงเรียน เพราะมีแล้วรู้สึกชีวิตมันเฟี้ยวฟ้าวดีจัง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;แต่ทั้งหมดนี้ บางทีก็นำไปสู่ปัญหาที่พาพ่อแม่ปวดหัวได้ค่ะ เพราะทันทีที่เด็กเปิดกล่องดินสอ เขาก็พร้อมจะหยิบ "เครื่องเขียนสุดกิ๊บ" ขึ้นมาอวดกัน และก็มีเด็กหลายคนเหมือนกันค่ะ ที่ไม่สามารถ "รักษา" อุปกรณ์เครื่องเขียนน่ารัก ๆ เหล่านั้นเอาไว้กับตัวได้นาน บางทีตกเย็น คุณพ่อคุณแม่ไปรับจากโรงเรียน เปิดกล่องดินสอดูอาจพบว่า กล่องดินสอว่างเปล่า ยางลบน่ารัก ๆ หายไปเสียแล้ว ส่วนดินสอลายการ์ตูนที่อุตส่าห์เหลาไว้ดิบดี ก็เหลืออยู่ไม่กี่แท่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ถามไปถามมาอาจได้คำตอบว่า เพื่อนเห็นแล้วชอบเลยแย่งไปบ้าง หรือไม่ก็เพื่อนขอไปบ้าง ตลอดจนลูกใจดี แจกเพื่อน (เอง) บ้าง แม้เราจะยังไม่มีเทคนิครักษากล่องดินสอ หรือเครื่องเขียนให้เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยที่แน่นอนตายตัว แต่เราก็มีเทคนิคในการรักษาจิตใจของครอบครัว ไม่ให้หงุดหงิด หรือเศร้าไปกับการสูญเสีย "สิ่งของ" ค่ะ เริ่มจาก&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;1. ยอมรับและเข้าใจความแตกต่างของแต่ละครอบครัว&lt;/strong&gt; ทุกคนที่เคยผ่านวัยเด็กมาก่อนคงเข้าใจกฎข้อนี้ดี ไม่มีเด็กคนไหนไม่ชอบของน่ารัก ๆ หรือของแปลก ๆ หรอกค่ะ เหมือนพ่อแม่เอง สมัยเด็ก ๆ ก็อาจเคยมี หรือไม่มี ดินสอปากกาน่ารัก ๆ เหล่านี้ และเคยเกิดความรู้สึกเห็นดินสอของเพื่อนสวยดี ก็อยากได้บ้าง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       กรณีที่คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนมีใจหงุดหงิด โมโห ลงโทษลูก โทษฐานไม่รู้จักรักษาของ นอกจากเด็กจะเสียใจแล้ว ยังอาจทำให้เด็กมีความรู้สึกในแง่ลบกับการแบ่งปันของต่าง ๆ ให้กับคนอื่นด้วยค่ะ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;2. สร้างกฎในการใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างคุ้มค่า&lt;/strong&gt; ยกตัวอย่างเช่น อาจจะกำหนดว่า จะซื้อดินสอการ์ตูนให้แค่ 1 กล่องเท่านั้น (และต้องใจแข็ง) ถ้าใช้ไม่รักษา หรือให้เพื่อนยืมไปหมด ก็จะไม่ซื้อเพิ่มให้แล้ว เป็นต้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;3. แจ้งให้คุณครูทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียน&lt;/strong&gt; เพื่อที่คุณครูจะได้คอยสอดส่องเป็นหูเป็นตา ดูแล อบรมสั่งสอนเด็ก ๆ ในทางที่เหมาะสมมากขึ้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;4. หาโอกาสทำขนมให้ลูกนำไปแจกเพื่อน ๆ บ้างตามโอกาสอันสมควร&lt;/strong&gt; แต่ไม่ใช่แจกพร่ำเพรื่อ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;5. สอนให้ลูกปฏิเสธเพื่อนเป็น&lt;/strong&gt; การปฏิเสธที่ใช้กับเด็กได้ผลอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคำว่า "ไม่" เสมอไป การเบี่ยงเบนความสนใจของเพื่อนลูกให้ไปอยู่กับสิ่งอื่นที่เขามีก็อาจช่วยได้ เช่น บอกเพื่อนว่า เธอก็มีดินสอของเธอนี่ สีสวยออก หรือดินสอเธอเขียนตัวหนังสือได้เข้มดีนะ เพื่อที่เพื่อนของลูกจะได้หันไปให้ความสนใจกับสิ่งที่เขามีแทนค่ะ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ส่วนถ้าท่านผู้อ่านเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกชอบไปแย่งของเพื่อนนั้น &lt;strong&gt;คุณหมอสินดี จำเริญนุสิต&lt;/strong&gt; แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็กฝากคำแนะนำ และทางแก้ไขปรับเปลี่ยนมาดังนี้ค่ะ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;"ถ้าเหตุการณ์การแย่งของเพื่อนนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ก็ต้องรีบจับตัวลูกเราเอาไว้แล้วให้เอาของไปคืนเพื่อนทันที ลูกจะได้เรียนรู้ว่าของชิ้นนี้ไม่ใช่ของเรา ต้องคืนเพื่อน ของเราคืออะไรให้ใช้ในส่วนนั้น หรือถ้าอยากจะขอยืม ต้องทำอย่างไร ต้องขอยืมดี ๆ แล้วต้องเอาไปคืนเพื่อนด้วย ตรงจุดนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องสอน และทำให้ดูเป็นตัวเอง เพราะเด็กยังไม่สามารถรับรู้ได้เอง จึงต้องมีแบบอย่างค่ะ"&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       หากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดมีวิธีดี ๆ ที่เคยใช้แล้วได้ผลจะนำมาแบ่งปันกับครอบครัวอื่น ๆ ทีมงานก็ขอน้อมรับด้วยความขอบคุณค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="17" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-765406538653850673?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/765406538653850673/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_9023.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/765406538653850673'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/765406538653850673'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_9023.html' title='เปิดเทอมแล้วค่ะ ตอนนี้เด็ก ๆ หลายคนอาจกำลังเห่อชุดนักเรียนใหม่ กระเป๋าใหม่ ถุงเท้ารองเท้าใหม่ ตลอดจนกล่องดินสอ สมุด ปากกา ยางลบใหม่ ฯลฯ ที่คุณพ่อคุณแม่ ตลอดจนญาติ ๆ ซื้อมาฝาก เพื่อให้เอาไปใช้เรียน'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-6159272666962919255</id><published>2009-05-27T08:11:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T08:23:13.518-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>5 วิธีลดภาระหัวไหล่ ไม่ให้แบกหนังสือจนหลังแอ่น</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="200" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="200"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006011801.JPEG" width="200" height="276" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;b&gt;เป็นอีกหนึ่งมีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับการช่วยลดภาระของ "หลัง-ไหล่" ให้กับเด็กที่ต้องแบกกระเป๋าหนังสือมาโรงเรียน โดย the American Academy of Orthopaedic Surgeons หรือ AAOS ระบุว่า&lt;span style="color:red;"&gt;น้ำหนักกระเป๋าที่เหมาะสมสำหรับเด็กควรมีน้ำหนักไม่เกิน 15 - 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว&lt;/span&gt; ยกตัวอย่างเช่น เด็กมีน้ำหนักตัว 30 กิโลกรัม กระเป๋าก็ไม่ควรหนักเกิน 4.5 - 6 กิโลกรัม เป็นต้น &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การที่เด็กแบกกระเป๋าหนังสือหนักเกินไป จะมีผลต่อหัวไหล่ และกระดูกสันหลัง ทำให้เด็กมีบุคลิกที่ไม่ดี หรืออาจกลายเป็นคนเดินหลังโกงได้ในอนาคต&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;นอกจากนั้น ทาง AAOS ได้ให้คำแนะนำถึง 5 วิธีป้องกันอาการบาดเจ็บ หรือเมื่อยล้าจากการแบกกระเป๋านักเรียนเอาไว้ด้วย ดังนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เลือกใช้กระเป๋านักเรียนที่มีสายสะพายนุ่ม ใส่ฟองน้ำซัพพอร์ต เพื่อไม่ให้น้ำหนักของหนังสือ ฯลฯ กดทับลงบนบริเวณหัวไหล่เด็กโดยตรง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       หากวันใดต้องแบกกระเป๋าที่มีน้ำหนักมาก ลองใช้สายรัดเอวช่วยรัดด้วย จะช่วยลดภาระของไหล่ได้อีกทางหนึ่ง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การจัดกระเป๋าโดยวางหนังสือหรืออุปกรณ์การเรียนที่หนักที่สุดเอาไว้ด้านในของกระเป๋าก็ช่วยบรรเทาอาการได้เช่นกัน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เก็บหนังสือที่ไม่จำเป็นเอาไว้ที่โต๊ะเรียน หรือชั้นวางของส่วนตัวบ้าง เพื่อจะได้ลดการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหัวไหล่ และหลัง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ใช้กระเป๋าหนังสือแบบติดลูกล้อลากพื้นได้&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-6159272666962919255?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/6159272666962919255/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/5_27.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6159272666962919255'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6159272666962919255'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/5_27.html' title='5 วิธีลดภาระหัวไหล่ ไม่ให้แบกหนังสือจนหลังแอ่น'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-8870599952747278159</id><published>2009-05-27T08:07:00.002-07:00</published><updated>2009-05-27T08:09:38.391-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความเกี่ยวกับครอบครัว'/><title type='text'>ตัดชนวนความเครียดก่อนระเบิด (ใส่คนรอบข้าง)</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="260" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="260"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006156701.JPEG" width="260" height="352" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;ปัจจุบันระดับความเครียดของคนในสังคมไทยถือว่าอยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะเรื่องนอกบ้าน หรือเรื่องในบ้าน จำเป็นที่ทุกคนควรรู้จักวิธีรับมือกับความเครียด เพราะถ้าไม่สามารถจัดการกับความเครียดได้อย่างเหมาะสมแล้ว โอกาสเกิดปัญหา ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง รวมไปถึงครอบครัวก็ย่อมมีง่ายกว่า&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       เมื่อเร็วๆ นี้ &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;นพ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; จิตแพทย์โรงพยาบาลมนารมย์ ออกมากล่าวว่า ปัญหาต่อตนเองที่เกิดจากความเครียดมีผลแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เพราะจุดอ่อนในร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม อ่อนเพลีย ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดท้อง โรคกระเพาะ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง รวมไปถึงระบบภูมิต้านทานโรคลดลง คนเราถ้าเครียดมากๆ ภูมิต้านทานของร่างกายทำงานได้ไม่ดี ร่างกายก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย และมีการศึกษาจำนวนมากพบว่า คนที่มีความเครียดสะสมเรื้อรังเป็นระยะเวลายาวนาน มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งสูง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       คุณหมอกล่าวต่อไปว่า &lt;span style="color:#990000;"&gt;พิษของความเครียด นอกจากจะส่งผลต่อตัวเองแล้ว ยังมีผลต่อคนรอบข้างด้วย สำหรับคนที่มีความเครียดสะสม มักจะมีอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียวได้ง่าย ทำให้บรรยากาศในครอบครัว หรือที่ทำงานไม่ดี คนรอบข้างพลอยเครียดและไม่มีความสุขตามไปด้วย และในหลายๆ ราย ความอดทนต่อความขัดแย้งต่างๆ จะลดลงและมักใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงหรือทำร้ายผู้อื่น ทำให้เกิดเหตุเศร้าสลดใจติดตามมา&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       อย่างไรก็ตาม แต่ละคนมีความสามารถในการรับความเครียดได้ไม่เท่ากัน คนที่สุขภาพจิตแข็งแรงก็จะสามารถรับความเครียดได้มาก ถึงจุดเดือดยาก ล้มยาก ขณะที่คนที่สุขภาพจิตแข็งแรงน้อยก็จะรับความเครียดได้น้อย ถึงจุดเดือดง่าย ผลกระทบจากความเครียดก็จะมีความรุนแรง เราทุกคนจึงมีความจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะในการจัดการกับความเครียด โดยมีหลักการคร่าวๆ คือ พยายามลดแรงกดดันที่ไม่จำเป็นออก ให้เหลือน้อยที่สุด และเพิ่มความสามารถของตนเองในการรับมือกับแรงกดดัน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เมื่อถามถึงแนวทางในการลดแรงความกดดัน คุณหมอแนะนำว่า สามารถทำให้หลายทาง เช่น การปรับลดเป้าหมายหรือความคาดหวังต่างๆ ในชีวิตและการทำงานให้ลดลง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะการตั้งเป้าหมายสูงเกินไปไม่เหมาะกับสถานการณ์ จะเป็นตัวสร้างแรงกดดันเกินจำเป็น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       นอกจากนี้ &lt;span style="color:#990000;"&gt;การใช้ชีวิตแนวเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช้จ่ายหรือก่อหนี้เกินกำลัง ก็จะช่วยลดแรงกดดันด้านภาระการเงิน ส่วนปัญหาแรงกดดันด้านเศรษฐกิจหรือความขัดแย้งทางการเมืองอาจกระทำได้โดยลดการรับรู้ข่าวสารลง เพราะบางคนรับข้อมูลเข้ามากเกินไปโดยไม่รู้ตัว และไม่สามารถจัดการกับสิ่งที่รับเข้าไปได้ก็ก่อให้เกิดความเครียด และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น การรับมือกับแรงกดดันกับสิ่งรอบตัวเป็นสิ่งที่ต้องใช้สติที่ควบคุมได้&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       และเพื่อจัดการกับความเครียด ไม่ให้สะสมนั้น คุณหมอบอกว่า ถ้าจะเปรียบเทียบสุขภาพใจกับสุขภาพกาย ด้านร่างกายเราต้องอาบน้ำชำระร่างกายทุกวัน เพื่อขจัดสิ่งสกปรก เหงื่อไคล สะสมก่อให้เกิดโรคผิวหนังหรือโรคติดเชื้อตามมา ด้านจิตใจก็เช่นกัน แต่ละวันเราจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบจิตใจ ทำให้เกิดอารมณ์ต่างๆ ขึ้นมากมาย ทั้งบวกและลบ อารมณ์ลบที่สะสมและไม่ได้ถูกกำจัดออกก็จะก่อให้เกิดความเครียดและส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยได้ ดังนั้นเราจึงควรหาเวลาส่วนตัวในแต่ละวันเพื่อชำระล้างอารมณ์ลบออกจากใจ เช่น ฟังเพลงที่ชอบ ทำงานอดิเรก เล่นกีฬา ปั่นจักรยาน ชมนกชมไม้เพื่อพักสมอง รวมถึงการฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;"ควรฝึกทำอะไรให้ช้าลง เพราะปัจจุบันชีวิตประจำวันของเราเต็มไปด้วยความรีบเร่ง ทำให้เรื่องของสมาธิและสติในชีวิตประจำวันของเราลดน้อยลง คนที่มีสมาธิและสติที่ดีจะมีโอกาสรู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ทำให้การควบคุมอารมณ์ทำได้ดีขึ้น ปัญหาในชีวิตที่เกิดจากการขาดสติ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ก็จะลดน้อยลง การใช้วิธีนับ 1 ถึง 10 หรือการออกจากสถานที่ที่ทำให้เกิดอารมณ์ขุ่นมัวก็ยังเป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยลดโอกาสเกิดการระเบิดอารมณ์ได้"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; คุณหมอให้ข้อแนะนำ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;อย่างไรก็ดี คุณหมอให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;การหาความรู้เพิ่มเติมด้านจิตวิทยาและศาสนาเป็นสิ่งสำคัญที่จะรับมือกับความเครียดได้ เพราจะเป็นการเพิ่มมุมมองชีวิต มุมมองปัญหาได้กว้างขึ้น เมื่อชีวิตจะต้องประสบกับปัญหาก็สามารถมองเห็นทางเลือกสำหรับทางออกได้มาขึ้นกว่าเดิม โอกาสจะรู้สึกว่าเกิดทางตัน ท้อแท้ หรือโกรธแค้นก็น้อยลง ความสามารถคิดหรือมองโลกแง่บวก และการให้อภัยก็ทำได้ดีมากขึ้น เพื่อเป็นการตัดวงจรเครียดก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="17" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-8870599952747278159?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/8870599952747278159/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_1279.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8870599952747278159'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8870599952747278159'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_1279.html' title='ตัดชนวนความเครียดก่อนระเบิด (ใส่คนรอบข้าง)'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-8344085802805877945</id><published>2009-05-27T08:07:00.001-07:00</published><updated>2009-05-27T08:09:38.391-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความเกี่ยวกับครอบครัว'/><title type='text'>ลีลาท่านอน แบบไหนไม่ทำร้ายคนในครอบครัว</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="250" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="250"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006223501.JPEG" width="250" height="166" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       เป็นที่ทราบดีว่า การพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนนั้นคือการ นอน โดยเฉพาะเวลาที่คนเราเริ่มรู้สึกอ่อนเพลียและเมื่อยล้าหลังจากการทำงาน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ขณะที่ปู่ ย่า ตา ยาย และเด็กๆที่จำเป็นต้องนอนกลางวัน อาจมีความรู้สึกปวดเมื่อยตามตัวและต้นคอ ทั้งๆที่นอนไปหลายชั่วโมง หรือพ่อแม่ รวมไปถึงคนที่อยู่ในช่วงวัยทำงานที่แม้ว่าจะหลับสนิทสักเพียงใดแต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น ความเพลียอาจยังไม่หมดไปบวกกับอาการหัยซ้ายหันขวาไม่ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;อย่างไรก็ดี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือการนอนหลับ ซึ่งคนเราจะใช้เวลาเพื่อการนอนถึง 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมดที่มีในแต่ละวัน เพราะฉะนั้นท่าที่ใช้นอนจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากจะส่งผลให้ผู้นอนหลับสนิทตลอดคืน และตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น แจ่มใส พร้อมที่จะทำกิจกรรมระหว่างวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ทั้งๆที่&lt;strong&gt;“ท่านอน” เป็นท่าที่หมอนรองกระดูกสันหลังรับแรงน้อยที่สุด&lt;/strong&gt; แต่ตราบใดที่หลายคนยังคงกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “หัวถึงหมอน หลับเป็นตาย” โดยที่ไม่สนใจว่าตัวเองจะนอนอยู่ในท่าไหนหรือควรนอนในท่าไหนนั้น ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องเข้าพบแพทย์เพราะอาการนอนตกหมอนและมีปัญหาในเรื่องของกระดูกสันหลังมาแล้วหลายราย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="250" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="250"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006223502.JPEG" width="250" height="167" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       ส่วนท่านอนของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป บางคนชอบนอนหงาย บางคนก็ชอบนอนตะแคง หรือบางท่านอาจชอบนอนคว่ำ แต่ทว่าท่านอนท่าไหนที่นอนแล้วสบายที่สุด?&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;ท่านอนหงาย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; โดยมีหมอนหนุนใต้ข้อเข่า ให้ข้อสะโพกงอเล็กน้อย ท่านี้ถือว่าเป็นท่านอนที่เหมาะ หรือเป็นท่าที่ลดแรงกดของหลังได้ดี ส่วนที่ศีรษะควรมีหมอนเตี้ยๆ นุ่มๆ หนุนให้รู้สึกสบาย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;ท่านอนตะแคงขวา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;span style="color:#990000;"&gt;เป็นท่านอนที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับท่าอื่น เพราะจะช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก อาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เป็นอย่างดีอีกด้วย&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;ท่านอนตะแคงซ้าย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เป็นท่าที่ช่วยลดอาการปวดหลังได้แต่ควรกอดหมอนข้าง และพาดขาไว้เพื่อป้องกันอาการชาที่ขาซ้าย จากการนอนทับเป็นเวลานาน แต่ท่านอนตะแคงซ้ายอาจทำให้เกิดลมจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากอาหารที่ยังย่อยไม่หมดในช่วงก่อนเข้านอนคั่งค้างในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านอนตะแคงนั้น หากได้งอเข่าข้างหนึ่ง และมีหมอนข้างกอดไว้ หรือจะงอเข่าทั้งสองข้างในท่าคู้ตัวก็ได้ สำหรับหมอนที่ใช้หนุนในท่านี้ควรมีความหนามากพอที่จะให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว หากใช้หมอนเตี้ยเกินไป ศีรษะจะเอียงลงหรือหาหมอนที่มีความสูงเท่าหรือใกล้เคียงกับระยะจากระดับด้านข้างของศีรษะไปถึงแนวระดับไหล่ เมื่อหนุนแล้ว จึงทำให้แนวของกระดูกสันหลังส่วนคออยู่ในแนวเดียวกับกระดูกสันหลังส่วนอกและส่วนเอว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;ท่านอนคว่ำ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;span style="color:#990000;"&gt;เป็นท่านอนที่ทำให้หายใจติดขัด ปวดต้นคอ เพราะต้องเงยหน้ามาทางด้านหลัง หรือบิดหมุนไปข้างใดข้างหนึ่ง เป็นเวลานาน ถ้าจำเป็นต้องนอนคว่ำจึงควรใช้หมอนรองใต้ทรวงอก เพื่อป้องกันอาการปวดเมื่อยต้นคอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;โดยท่านอนคว่ำนี้ถือว่าเป็นท่านอนที่ไม่ดี เพราะการนอนคว่ำนั้นจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากขึ้น นอกจากนี้ เวลาเรานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="200" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="200"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006223503.JPEG" width="200" height="238" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       แต่ทว่า นอกจากเรื่องของท่านอนที่เป็นสาเหตุของอาการปวดหลังแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ อย่างหมอนหรือที่นอนก็มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพหลังของคนเราด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;หมอนที่ใช้หนุนคอ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ถือว่ามีส่วนช่วยรองรับกระดูกสันหลังส่วนคอให้อยู่ในแนวโค้งที่ปกติ เพราะในขณะที่หลับ กล้ามเนื้อรอบๆ คอจะคลายตัว หากคออยู่ในท่าที่ไม่ดี ตื่นมาอาจปวดคอหรือคอแข็งได้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;ดังนั้น หมอนที่ใช้ควรมีความนุ่มและขนาดพอดี โดยทั่วไปหมอนมาตรฐานควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนคอสั้นหรือคอยาว เพราะถ้าคุณเป็นคนคอยาวมากไป การใช้หมอนมาตรฐานก็จะทำให้ศีรษะอยู่ในท่าที่แหงนมากเกินไป&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       ทั้งนี้ มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มาพบแพทย์ด้วยเรื่องปวดต้นคอ หรือคอแข็งโดยไม่คิดว่าสาเหตุเกิดจากหมอนที่ตนเองใช้อยู่ แต่การที่จะบอกว่าหมอนแบบไหน หรือใบใดที่จะเหมาะกับใครนั้น เห็นทีจะยาก แต่ก็มีหลักง่ายๆ คือ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เมื่อคุณหนุนหมอนใบนั้นแล้วรู้สึกสบายคอ หรือตื่นมาแล้วไม่มีอาการปวดเมื่อยต้นคอให้เป็นที่รำคาญใจ ก็ถือว่าเพียงพอ และไม่จำเป็นว่าต้องมีราคาแพงเสมอไป หมอนราคาถูกๆ แต่เป็นขนาดที่เหมาะกับคุณ ก็จะสามารถรองรับศีรษะและกระดูกสันหลังส่วนคอให้กับคุณได้ดีทีเดียว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#000000;"&gt;ที่นอน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; สำหรับที่นอนยัดด้วยนุ่นที่คนไทยเราใช้กันอยู่นั้น เป็นที่นอนที่เหมาะอยู่แล้ว เพราะไม่แข็งหรือนุ่มจนเกินไป แต่สำหรับที่นอนฟองน้ำที่ใช้กับเตียงสปริง ถือว่าเป็นที่นอนที่ไม่เหมาะกับสุขภาพหลัง หรือสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เพราะมีความนุ่มหรืออ่อนตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ผิดปกติ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;บางคนเข้าใจผิดว่า การนอนที่นอนแข็งๆ เช่น บนไม้กระดาน, เสื่อ, หรือนอนกับพื้น จะช่วยลดอาการปวดหลังได้ จริงๆ แล้วไม่ต้องถึงขนาดนั้น เพราะที่นอนที่ถูกควรมีลักษณะที่เรียกว่าแน่น หรือเป็นที่นอนที่ยัดนุ่น ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เหล่านี้เป็นเพียงองค์ประกอบในการนอน ที่จะช่วยป้องกันและรักษาอาการปวดหลังแต่ถ้าหากสาเหตุการปวดหลังของคุณเกิดจากอุบัติเหตุหรือเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หรือแม้กระทั่งจากความเครียด ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;em&gt;ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก&lt;br /&gt;       สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-8344085802805877945?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/8344085802805877945/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_7173.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8344085802805877945'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8344085802805877945'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_7173.html' title='ลีลาท่านอน แบบไหนไม่ทำร้ายคนในครอบครัว'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-7020581233499575351</id><published>2009-05-27T08:05:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T08:09:38.391-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความเกี่ยวกับครอบครัว'/><title type='text'>“พฤติกรรม Top 5”…เสียงจากผู้อ่านถึงคนที่บ้าน</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="300" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="300"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006117901.JPEG" width="300" height="239" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       หลังจากที่ทีมงานLife and Family ได้เขียนบทความ&lt;a href="http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000055017" class="innerlink" target="_blank"&gt;&lt;u&gt; 10 นิสัยแย่ๆที่ทำให้รักกันน้อยลง"&lt;/u&gt;&lt;/a&gt;ซึ่งผู้อ่านหลายท่านได้เสนอหลายข้อนอกเหนือจากที่กล่าวมา&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ทั้งนี้ทางทีมงานได้รวบรวม 5 พฤติกรรมยอดฮิตจากคนทางบ้านมาให้คุณผู้อ่านหรือคนที่ถูกกล่าวอ้างมาพิจารณาตัวเองกันอีกครั้ง เพื่อที่ว่าปริมาณความรักจะไม่ลดน้อยลงไปมากกว่านี้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;เราลองมาดูกันว่า พฤติกรรมที่อดขำไม่ได้ 5 อันดับแรก มีอะไรกันบ้าง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000000;"&gt;1. “ผายลม”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หรือ ตดในภาษาพูดนั้น ในหนึ่งวันคนเราอาจผายลมได้ 10-20 ครั้ง ซึ่งคิดเป็นปริมาณแก๊สที่ปล่อยออกมาคือ 0.5-1 ลิตรต่อวัน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การผายลมนั้นเกิดจากการรวมตัวของแก๊สหลายชนิด โดย 99 % เป็นแก๊สที่ไม่มีกลิ่น ซึ่งมีส่วนประกอบหลักๆได้แก่ ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน ออกซิเจนและมีเทน ขณะที่แก๊สจำพวกที่มีกลิ่นนั้นมีเพียง 1 % อันเกิดจากการหมักหมมของอาหารในลำไส้ใหญ่และทำให้เกิดแก๊สจำพวกกำมะถัน ได้แก่ไฮโดรเจนซัลไฟด์ซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นเฉพาะตัว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;แต่ทว่ามีเสียงบ่นจากผู้อ่านว่า คนทางบ้านบางคนมักชอบผายลมในผ้าห่มบ้าง ผายลมอัดหน้าบ้าง ใส่พัดลมบ้าง รวมไปถึงกำกลิ่นมาให้ศรีภรรยาดมบ้าง สารพัดที่คุณผู้ชายจะทำล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ใครๆรู้ก็ได้เสียงเฮยกใหญ่กันเลยทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="200" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="200"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006117902.JPEG" width="200" height="302" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       ดังนั้นคุณผู้ชายท่านใดที่เข้าข่ายพฤติกรรมยอดฮิตแซงโค้งประเภทอื่นๆ ควรระมัดระวังมากขึ้นกว่านี้ แม้การผายลมจะเป็นเรื่องธรรมชาติก็ตาม&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000000;"&gt;2. “เรอ”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อันดับสองที่ตามกันมาติดๆ คือการขับแก๊สออกทางปาก หากไม่มีการขับออกมาทั้งทางปากและทางทวารหนัก อาจก่อให้เกิดอาการท้องอืดได้ แต่ทว่าคุณแม่บ้านต้องดมกลิ่นเรอหลายๆรูปแบบ และฟังเสียงเรอสารพัดเวอร์ชันแล้ว นานๆไปความรักก็ไม่สามารถอดทนนานต่อไปได้อีก&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       หากคุณผู้ชายไม่อยากถูกบอกเลิกเพราะ “เรอ” ไม่เป็นที่เป็นทาง ก็พึงระวังพฤติกรรมนี้ด้วยนะคะ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000000;"&gt;3. “นอนกรน”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อันดับสามนี้ พบบ่อยทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งในช่วงรักกันใหม่อาจไม่ทราบพฤติกรรมนี้มาก่อน จนกระทั่งถึงวันที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน นอนเตียงเดียวกัน ความจริงจึงปรากฏ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       แต่ทว่าอาการนอนกรนนี้ สามารถแก้ไข้ได้โดยวิธีดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;นอนตะแคง&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       จะช่วยลดและผ่อนคลายความดันในช่องทางเดินอากาศที่เกิดจากการมีน้ำหนักมากเกินไปได้ แต่ถ้าไม่ชินกับการนอนตะแคง อาจใช้หมอนข้างเพื่อช่วยให้ไม่พลิกตัวไปนอนหงายได้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิด&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ และยาแก้แพ้ต่าง ๆ เป็นตัวทำให้การหายใจช้าลง และตื้นขึ้น กล้ามเนื้อหย่อนคลายลงมากกว่าปกติ จึงมีแนวโน้มได้มากว่าโครงสร้างลำคอจะอุดตันช่องทางเดินอากาศได้ง่าย เป็นสาเหตุให้เกิดอาการนอนกรน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;ลดน้ำหนัก&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับเกิดขึ้นบ่อยครั้งที่สุดสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากผิดปกติ ทำให้การหายใจเป็นไปได้อย่างยากลำบาก การลดน้ำหนักสามารถช่วยได้ แต่หมายถึงลดให้ใกล้เคียงกับน้ำหนักตามสัดส่วน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/li&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;ออกกำลังกายสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       การออกกำลังสามารถช่วยลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยที่สุด ทั้งยังช่วยปรับสภาพกล้ามเนื้อ และทำให้ปอดทำงานได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="200" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="200"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006117903.JPEG" width="200" height="300" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000000;"&gt;4. “กินแล้วนอน”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; คุณผู้ชายทั้งหลายโปรดทราบ อย่าประมาทโดยเด็ดขาดว่า มีครอบครัวแล้วจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างไรก็ได้ เพราะการกินแล้วนอนจนปล่อยให้อ้วนเป็นพะโล้นั้น ทำให้คุณผู้หญิงหลายคนรู้สึกขัดหูขัดตามาแล้วไม่น้อย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;แต่นอกเหนือจากรูปร่างที่ความอ้วนจะบังความหล่อไปจนหมดแล้ว การปล่อยให้อ้วนลงพุงนั้นอาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคต่างๆได้มากมายเช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไขข้อกระดูกเสื่อม โรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็ง และนกเขาไม่ขันอีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:130%;color:#000000;"&gt;&lt;strong&gt;5. “แคะขี้มูก”&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; พฤติกรรมรั้งท้ายที่ต่อให้รักกันแค่ไหน หากแคะออกมาดูแล้วทิ้งเรี่ยราด ภาพที่ผู้คนพบเห็นก็ดูไม่ดี และไม่สะอาดเท่าที่ควร&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ปัจจุบันพฤติกรรมนี้แทบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาและสามารถพบเห็นได้ตามที่สาธารณะไปเสียแล้ว ขณะที่สมัยก่อนนั้นอาจมีการแคะขี้มูกตามสถานที่ลับตาคน หรือใช้มือป้องเพื่อความสุภาพ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;ทั้งนี้ผลเสียของการแคะขี้มูกนั้นคือ มันจะนำพาเชื้อโรคเข้าไปสู่โพรงจมูก ทำให้เกิดโรคโพรงจมูกอักเสบได้ เพราะนิ้วของเราไปจับไปถูกกับเชื้อโรคชนิดไหนมาบ้างหรือไม่นั้น เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี หากเราไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปอารมณ์เสีย เดี๋ยวจะพลอยให้รักน้อยกันเข้าไปใหญ่ ขณะที่คุณๆทางบ้านที่เข้าข่ายพฤติกรรมเหล่านี้ก็ควรตระหนักไว้เสมอว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องแสดงพฤติกรรมน่าอับอายเหล่านี้มาเป็นส่วนหนึ่งในการหยอกล้อคนในบ้าน เพราะคงไม่มีใครมีความสุขที่ได้กลิ่นแก๊สจากร่างกายคุณแน่นอน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก www.doctorsan.com&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-7020581233499575351?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/7020581233499575351/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/top-5.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7020581233499575351'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7020581233499575351'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/top-5.html' title='“พฤติกรรม Top 5”…เสียงจากผู้อ่านถึงคนที่บ้าน'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-574723888662855890</id><published>2009-05-27T08:04:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T08:10:35.128-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>แนะ8 วิธีแก้เมื่อพ่อแม่สื่อสารกับลูกไม่เป็น</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="333" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="333"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006120501.JPEG" width="333" height="235" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ขอบคุณภาพประกอบจาก more4kids.info&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;b&gt;เมื่อลูกยังเล็ก หลายครอบครัวอาจมีเสียงบ่นแกมเอ็นดูว่าเด็ก ๆ นั้นช่างพูดเป็นต่อยหอย แต่ละวันมีเสียงเด็กตัวเล็ก ๆ เจื้อยแจ้วเรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ทั้งหลายไม่หยุด แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้นเรื่อย ๆ เสียงที่เคยพูดจ้อกับพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ก็เริ่มขาดหาย กลายเป็นความเงียบเข้ามาแทนที่ ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้ อาจมีพ่อแม่พี่ป้าน้าอาหลายคน เริ่มรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นแล้วจะมีโลกของตัวเอง และอาจเป็นเรื่องยากสำหรับพ่อแม่ด้วยซ้ำที่จะขอเป็นส่วนหนึ่งในโลกของลูกวัยรุ่นเหล่านั้น แต่การพยายาม "ต่อให้ติด" หรือสร้างลิงค์เชื่อมโยงพ่อแม่ลูกเข้าด้วยกัน ให้เข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของกันและกัน ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เรามีข้อมูลดี ๆ จากเว็บไซต์ more4kids.info ที่ให้คำแนะนำในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูก ให้สามารถเปิดใจถึงกันได้ ไม่ว่าจะเข้าสู่วัยใดก็ตามมาฝากกันค่ะ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;เป็นตู้เอทีเอ็ม"เวลา"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อใครต้องการเงินสดก็สามารถกดได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่ตู้เอทีเอ็ม พ่อแม่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าอยากให้ลูก ๆ เข้าหา ก็ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการ "เบิก" เวลาอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่ลูกเห็นว่าพ่อแม่กำลังเครียด หรือมีภาระงานมากเกินกว่าที่จะเปิดโอกาสให้เขาได้พูดคุย เขาก็จะถอยห่างออกจากคุณไป แต่เมื่อใดที่พ่อแม่อยู่ในอารมณ์สบาย ๆ และมีบรรยากาศเปิดใจพร้อมจะรับฟัง เด็กก็จะหาโอกาสเข้ามาอยู่ใกล้ ๆ เพื่อพูดคุยกับพ่อแม่ของพวกเขาเช่นกัน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;ไม่ซีเรียสมากเกินไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       พ่อแม่บางคนใช้ความพยายามผิดวิธีที่จะให้ลูก ๆ เปิดปากพูดคุยกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามที่กดดันเด็กจนเกินไป จนทำให้บรรยากาศดูอึมครึม ซึ่งเด็ก (หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เอง) ไม่ชอบบรรยากาศแบบนั้นแน่นอน และจะดีกว่าหากพยายามทำให้ทุกอย่างผ่อนคลายลง หรือถ้าทำไม่ได้ ก็ถอยห่างออกมาก่อน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;ทำกิจกรรมร่วมกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว โดยเฉพาะกิจกรรมที่เด็ก ๆ ชื่นชอบเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยให้ลูก ๆ เปิดใจพูดคุยกับพ่อแม่มากขึ้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;ถามคำถามปลายเปิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ลักษณะการถามคำถามปลายเปิด เช่น ทำไม, อย่างไร, เพราะเหตุใด จะช่วยให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นของตนเองออกมา และหากพ่อแม่ถามต่อ ก็จะกลายเป็นการสนทนาที่ยาวขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งคงดีกว่าสำหรับพ่อแม่ที่ลูกจะตอบคำถามแค่ "ใช่ครับ-ไม่ใช่ครับ" จริงไหมคะ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;ชวนคุยในรถ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การชวนลูกคุยขณะนั่งรถก็เป็นอีกหนทางที่ดี โดยใช้ร่วมกับข้ออื่น ๆ เพราะเด็กจะไม่สามารถหนีออกจากรถเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคุยครั้งนี้ได้ และไม่ควรให้เด็กจดจ่ออยู่กับเกม หรือโทรศัพท์มือถือจนไม่สนใจการชวนคุยของพ่อแม่ในครั้งนี้ไปเสีย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;อย่าด่วนสรุป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การด่วนตัดสินในสิ่งที่ลูกทำ หรือจัดอบรมชุดใหญ่เมื่อทราบว่าลูกทำสิ่งที่คุณคิดว่า "ไม่เหมาะสม" จะทำให้เด็กรู้สึกว่าการคุยกับพ่อแม่เป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อหน่าย ตรงกันข้าม หากพ่อแม่พยายามฟังในสิ่งที่ลูกอยากบอก สังเกตในสิ่งที่ลูกอยากเป็น จะทำให้เด็กรู้สึกว่า พ่อแม่สนใจในตัวเขาจริง ๆ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;สร้างสัมพันธภาพแบบเพื่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       สำหรับเด็กวัยพรีทีน หรือวัยที่เตรียมพร้อมจะก้าวสู่การเป็นวัยรุ่น การทำตัวเป็นเพื่อน หรือสัมพันธภาพแบบเพื่อนเป็นสิ่งที่พ่อแม่จำเป็นต้องเข้าใจไม่แพ้การบทบาทการเป็นพ่อแม่ เด็ก ๆ อยากได้พ่อแม่ที่คุยได้เหมือนคุยกับเพื่อน แต่แน่นอนว่า การเล่นบทเพื่อนในครั้งนี้ไม่ใช่การปล่อยตัวเองให้กลายเป็นเพื่อนลูกไปจริง ๆ เพราะพ่อแม่ยังต้องคงไว้ซึ่งหน้าที่ในการให้คำแนะนำกับลูก ๆ ต่อไป แต่สำหรับลูก ๆ วัยนี้แล้ว ช่วงเวลาแห่งการอบรม น้อยได้เท่าไรยิ่งดี&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;ทวนสิ่งที่ลูกพูดอีกครั้งหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การกล่าวทวนสิ่งที่ลูกพูดไปแล้วอีกครั้ง ทำให้เด็กรู้สึกว่าพ่อแม่สนใจฟังสิ่งที่เขาพูดจริง ๆ และทำให้เด็กรู้สึกว่าพ่อแม่สนใจในสิ่งที่เขากำลังบอกเล่าให้ฟัง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       สำหรับพ่อแม่ที่ประสบปัญหาด้านการสื่อสารกับลูก ๆ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เด็ก ๆ เกิดความไว้วางใจ เชื่อใจ หรืออยากจะกลับมาพูดคุยกับพ่อแม่เหมือนเดิม แต่ถ้าหากพ่อแม่พยายามเปลี่ยนแปลงอย่างอดทน ทุ่มเทและเต็มใจ กำแพงที่เคยกางกั้นความสัมพันธ์ในครอบครัวเอาไว้ก็มีวันพังทลายได้เช่นกัน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เรียบเรียงจาก more4kids.info&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-574723888662855890?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/574723888662855890/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/8.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/574723888662855890'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/574723888662855890'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/8.html' title='แนะ8 วิธีแก้เมื่อพ่อแม่สื่อสารกับลูกไม่เป็น'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-6998948586417853399</id><published>2009-05-27T08:03:00.001-07:00</published><updated>2009-05-27T08:10:35.128-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>ช่วยลูกทำการบ้านอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="240" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="240"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006187501.JPEG" width="240" height="360" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       เทศกาลเปิดเทอมเริ่มต้นขึ้นแล้ว ถึงวันนี้ เชื่อว่าเด็ก ๆ และพ่อแม่ผู้ปกครองหลายบ้านคงได้เจอกับ "การบ้าน" ล็อตใหม่ของลูก ๆ ที่มาพร้อมกับความท้าทายน่าลองทำไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ดี แม้โจทย์จะง่ายแสนง่าย แต่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็ยังมีปัญหาในการ &lt;b&gt;"สอนลูกทำการบ้าน"&lt;/b&gt; กันอยู่ ทีมงานจึงมองหาเคล็ดลับในการทำให้ ชั่วโมงทำการบ้าน กลายเป็นช่วงเวลาท้าทาย และไม่ทำให้เด็กต้องเสียน้ำตามาฝากกันค่ะ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;บทบาทที่พ่อแม่ควรเล่น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       บทบาทของพ่อแม่กับการเรียนของลูกมีเพียงบทบาทเดียวก็คือ &lt;b&gt;&lt;span style="color:red;"&gt;"ผู้สนับสนุน"&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; ยกตัวอย่างการสนับสนุนเด็ก ๆ เวลาทำการบ้าน เช่น ช่วยลูกอ่านโจทย์ อยู่ข้าง ๆ เป็นกำลังใจ ตลอดจนการตรวจสอบว่าลูกทำการบ้านครบตามที่คุณครูมอบหมายหรือไม่&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี มีคุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่เข้ามาช่วยลูก ๆ ทำการบ้านเพราะเกรงว่าลูกจะตอบคำถาม "ผิด" ไป ซึ่งอาจทำให้เด็กเครียดกับการค้นหาคำตอบที่ถูกต้องเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่คลายความกังวลใจก็เป็นได้ &lt;b&gt;ดังนั้น แม้ลูกจะตอบผิดพลาดไปบ้าง ก็ควรเปิดโอกาสให้เขาได้ตอบผิด เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่ตนเองขาดตกบกพร่อง และควรหาเวลา - หาวิธีฝึกทักษะให้ลูกเพิ่มเติมในจุดที่เขายังบกพร่องอยู่เพิ่มเติม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;       &lt;b&gt;ฝึกนิสัยดี ๆ ระหว่างที่ทำการบ้าน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       หลายโรงเรียนในปัจจุบันเริ่มให้เด็กคิดโครงงาน ค้นคว้าหาข้อมูล ทำรายงานส่งคุณครู การทำงานเป็นโปรเจ็คเหล่านี้จะช่วยให้เด็กฝึก "วินัย" ในตัวเองได้ ซึ่งรูปแบบการฝึกวินัยนั้นอาจเริ่มจากการหาปฏิทิน, Project Planner, หรือคุณพ่อคุณแม่จะหากระดาษมาลงทุนวาด - ตีตารางให้ลูกเองก็ได้ ซึ่งสำหรับเด็กแล้วไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นใหญ่มากนัก ลูกจะได้ใช้วางแผนว่า ในแต่ละวัน ควรทำสิ่งใดบ้างเพื่อให้การบ้านโดยรวมสำเร็จตามเป้าหมาย และสามารถส่งได้ตามกำหนด&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;ทักษะในการวางแผนและการจัดการนี้ หากฝึกบ่อย ๆ จะช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับการจัดการสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และจะยิ่งมีความจำเป็นมากในอนาคต &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;การบ้านสร้างอนาคต&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การสร้างความไว้วางใจในชั่วโมงทำการบ้านของลูก ๆ ว่าพ่อแม่พร้อมจะอยู่เคียงข้าง และให้ความช่วยเหลือในปัญหาที่ลูกติดขัดเสมอเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เด็ก ๆ ต้องการ อย่างไรก็ดี ควรทำให้เด็ก ๆ ตระหนักด้วยว่า ความอุตสาหะ และการตัดสินใจที่เกิดขึ้นโดยตัวเด็กเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า ซึ่งการฝึกทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ว่า ต้องการให้เด็ก ๆ ได้เกรดดี แต่ยังหมายถึง การมี "ก้าวที่มั่นคง" ของชีวิตเพิ่มขึ้นทีละก้าว ๆ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Center"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="667" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="667"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006187503.JPEG" width="667" height="100" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;b&gt;คอมพิวเตอร์..อุปกรณ์สำคัญที่ไม่ควรตั้งในห้องลูก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ถ้าหากครอบครัวต้องเสียเงินซื้อคอมพิวเตอร์ให้ลูก โดยมาจากคำอ้างที่ว่าต้องการคอมพิวเตอร์สำหรับทำการบ้านส่งคุณครูที่โรงเรียนแล้วล่ะก็ &lt;b&gt;พยายามหลีกเลี่ยงการตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ในห้องส่วนตัวของเด็ก ๆ โดยเด็ดขาด แต่ให้วางไว้ "กลางบ้าน" ในที่ที่ทุกคนสามารถเห็นได้ และไม่ควรมีโปรแกรมเกม - โปรแกรมแชตติดตั้งเอาไว้ให้เด็กได้ใช้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       นอกจากนั้น ควรศึกษาเกี่ยวกับฟีเจอร์ &lt;b&gt;Parental Control&lt;/b&gt; ซึ่งในระบบปฏิบัติการหลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นวินโดวส์ หรือ Mac OS Xจะมีฟีเจอร์ดังกล่าวเตรียมเอาไว้ให้ เพื่อที่ผู้ปกครองจะได้เข้าไปกำหนดการใช้งานของโปรแกรม การสกรีนคอนเทนต์จากอินเทอร์เน็ตที่ลูกจะเปิดดูได้ รวมถึงสามารถติดตามการใช้งานโปรแกรมต่าง ๆ ของลูกได้ผ่านทางฟีเจอร์ดังกล่าว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;"ของ"ไม่จำเป็นระหว่างทำการบ้าน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       การตั้งกฎระหว่างการทำการบ้านเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเด็กอาจคุ้นเคยกับการมีของเล่นรอบตัว หรือสิ่งดึงดูดใจต่าง ๆ จนทำให้เสียสมาธิในการทำการบ้านไปในที่สุด ยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่ไม่ควรปรากฏกายเมื่อลูกต้องทำการบ้านเช่น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;- โทรทัศน์&lt;br /&gt;       - โทรศัพท์&lt;br /&gt;       - เครื่องเล่นวิดีโอเกม&lt;br /&gt;       - ของเล่นอื่น ๆ ที่ลูกชื่นชอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       แต่เพื่อไม่ให้โลกของเด็กต้องแห้งเหี่ยวลงไปในระหว่างการทำการบ้าน อาจมองหากบเหลาดินสอสวย ๆ ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัดน่ารัก ๆ มาให้ลูกใช้ทดแทนได้ค่ะ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เรียบเรียงข้อมูลจาก FamilyDoctor.org&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-6998948586417853399?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/6998948586417853399/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_2784.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6998948586417853399'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6998948586417853399'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_2784.html' title='ช่วยลูกทำการบ้านอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-8079600011160844810</id><published>2009-05-27T08:01:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T08:10:35.128-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>นิทาน 1 เล่ม + 6 ขั้นตอนง่าย ๆ พัฒนา“ความเข้าใจภาษา”ลูกน้อย</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="207" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="207"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006301701.JPEG" width="207" height="300" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;หากเอ่ยถึงแนวทางการปลูกฝังให้ลูกรักการอ่านผ่านการเล่านิทานนั้น ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ครอบครัวในปัจจุบันเห็นความสำคัญมากขึ้น และมีหลายครอบครัวเลือกที่จะหาเวลาปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยเชื่อว่ามีผลต่อการพัฒนาศักยภาพในหลาย ๆ ด้านของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม การเผชิญหน้ากับปัญหาได้อย่างเหมาะสมในเด็ก ฯลฯ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี หากถามถึงมุมมองของนักวิจัยแล้ว การอ่านนิทานให้ลูกฟังยังสามารถปรับให้เป็นกิจกรรมสำหรับฝึก &lt;strong&gt;“พัฒนาการทางภาษา”&lt;/strong&gt; ให้กับเด็กได้อีกด้วย ซึ่ง &lt;strong&gt;รศ.ดร.เสาวลักษณ์ รัตนวิชช์&lt;/strong&gt; อาจารย์ประจำภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)&lt;span style="color:#990000;"&gt; เจ้าของงานวิจัยโครงการประภาคารการรู้หนังสือด้วยแนวทฤษฎี การสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษา (Lighthouse Literacy Project Through Concentrated Language Encounter Instruction หรือชื่อย่อว่า CLE)&lt;/span&gt; เปิดเผยว่า&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       “การเรียนรู้หนังสือด้วยแนวทฤษฎีการสอนแบบมุ่งประสบการณ์ภาษาเป็นกระบวนการเรียนการสอนโดยอาศัยธรรมชาติในการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นหลัก ร่วมกับการใช้กิจกรรมกระตุ้นการเรียนรู้แบบธรรมชาติให้ผู้เรียนได้ทดลองใช้ภาษา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นภาษาแม่ หรือภาษาที่สอง ที่สาม ก็สามารถนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ฝึกร่วมได้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การเปิดโอกาสให้เด็กได้สนุกกับการเรียนรู้ ได้ค้นคว้า และได้ลงมือปฏิบัติทางภาษาด้วยตัวเอง”&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;สำหรับแนวทางในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีให้สัมฤทธิ์ผลนั้น รศ.ดร.เสาวลักษณ์ ระบุว่า พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถปรับทฤษฎีไปสู่กิจกรรมการอ่านนิทานได้หลายรูปแบบ พร้อมยกตัวอย่างแนวทางง่าย ๆ ที่ทำได้เอาไว้ 6 ขั้นตอนดังนี้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ขั้นที่ 1&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อ่านหนังสือให้เด็กฟัง โดยให้เด็กนั่งตัก หรือนั่งในท่าสบาย ๆ ใกล้ๆ กับคนเล่า อ่านนิทานให้เด็กฟังทีละหน้าอย่างช้า ๆ และอาจมีการชี้ชวนให้ดูภาพประกอบไปด้วย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;strong&gt;ขั้นที่ 2&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เมื่อเล่าจบ ตั้งคำถามกับเด็กว่านิทานที่อ่านไปนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร และให้เด็กเล่ากลับมา โดยผู้ปกครองสามารถช่วยได้ หากเด็กนึกคำไม่ออก หรือใช้คำไม่ถูก&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;strong&gt;ขั้นที่ 3&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ให้เด็กทำท่าทางประกอบ เลียนแบบตัวละครในนิทาน การทำท่าทางประกอบนี้เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้เด็กเข้าใจความหมายของภาษาได้ดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;strong&gt;ขั้นที่ 4&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; ให้กระดาษเด็ก 1 แผ่น เด็กอยากเขียน อยากวาดอะไร ก็ให้เขียนออกมาเลย การวาดภาพจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้เด็กได้แสดงออกในสิ่งที่คิด หรือจินตนาการอยู่ หรือถ้าเด็กยังวาดไม่ได้ พ่อแม่ก็สามารถเขียน – วาดให้ลูกดู และให้ลูกอ่านตามได้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;strong&gt;ขั้นที่ 5&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เล่นบทบาทสมมติกับพ่อแม่เกี่ยวกับเรื่องราวในนิทาน ซึ่งประโยชน์ที่เด็กจะได้รับจากข้อนี้คือการฝึกสมาธิ และฝึกกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ขั้นที่ 6&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เล่นเกมเสียง เหมาะสำหรับเด็กที่โตขึ้นมาอีกหน่อย ที่สามารถเล่นเกมภาษาได้ โดยอาจนำประโยคที่เด็กเคยได้ยินจากในนิทาน มาทำเป็นเกมต่าง ๆ ให้เด็กได้เลียนเสียง หรือสังเกตตัวอักษรที่ตรงตามเสียงนั้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ทั้งนี้ การประยุกต์ใช้ให้เกิดผลนั้น รศ.ดร. เสาวลักษณ์ระบุว่า จะต้องไม่ตีกรอบกับเด็กมากเกินไป และต้องเฟ้นหาเรื่องที่เด็กสนใจขึ้นมาอ่านแทนการบังคับอ่านตามหัวข้อที่พ่อแม่ หรือคุณครูกำหนดขึ้น &lt;span style="color:#990000;"&gt;เนื่องจากการพัฒนาศักยภาพทางด้านภาษานั้นก็คือการสร้าง – สะสมประสบการณ์ของเด็กเอง หาใช่การเรียนแบบท่องจำไม่ เด็กจะมีความสุขที่ได้เรียนในสิ่งที่ตนเองชื่นชอบ และจะเป็นผู้คิดเองว่าเขาจะใช้ทักษะทางภาษาเหล่านี้ไปเพื่ออะไร และสุดท้ายจะทำให้เขาเปลี่ยนจากการเรียนแบบท่องจำไปสู่การเรียนรู้การใช้ภาษาตามความต้องการของตนเองได้ในที่สุด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="17" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-8079600011160844810?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/8079600011160844810/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/1-6.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8079600011160844810'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8079600011160844810'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/1-6.html' title='นิทาน 1 เล่ม + 6 ขั้นตอนง่าย ๆ พัฒนา“ความเข้าใจภาษา”ลูกน้อย'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-3349226765233524160</id><published>2009-05-27T08:00:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T08:10:56.552-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>พบแล้ว "ยีน CACNA1G" ส่งผลต่อการเกิดภาวะออทิสติกในเด็ก</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="200" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="200"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006287101.JPEG" width="200" height="267" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;นักวิจัยสหรัฐอเมริกาพบสาเหตุของการเป็นออทิสติกในเด็กเพิ่มเติม โดยระบุว่ามาจากการเปลี่ยนแปลงของยีนบางตัว และจะมีผลกระทบต่อเด็กผู้ชายสูงกว่าเด็กผู้หญิง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       "นี่ถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากยังไม่เคยมีใครตรวจสอบบทบาทของยีน &lt;strong&gt;CACNA1G&lt;/strong&gt;เกี่ยวกับภาวะออทิสติกมาก่อน" ศาสตราจารย์สแตนเลย์ เนลสัน แห่ง David Geffen School of Medicine แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เจ้าของผลงานวิจัยกล่าว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;จากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของครอบครัว 1,046 ครอบครัว ซึ่งมีบุตรอย่างน้อย 2 คนเป็นออทิสติกนั้นพบว่า&lt;strong&gt;ครอบครัวเหล่านั้นมียีนกลายพันธุ์ โดยเป็นยีนที่ชื่อ "CACNA1G" ซึ่งอยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 17&lt;/strong&gt; จึงมองว่ายีน CACNA1G นั้นจะมีส่วนสัมพันธ์อย่างยิ่งต่อการเกิดภาวะออทิสติกในเด็ก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       "เราพบลักษณะของยีนดังกล่าวในดีเอ็นเอของครอบครัวที่มีลูกชายเป็นออทิสติก ขณะเดียวกัน มันกลับไม่มีผลต่อลูกสาวแต่อย่างใด การศึกษาของเราในครั้งนี้จึงอาจใช้อธิบายได้ว่า เพราะเหตุใด เด็กผู้ชายจึงมีโอกาสเกิดภาวะออทิสติกสูงกว่าเด็กผู้หญิง"&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี ทีมนักวิจัยยังไม่สรุปผลว่า การกลายพันธุ์ของยีน CACNA1G มีผลทำให้ความเสี่ยงในการเกิดภาวะออทิสติกเพิ่มสูงขึ้น โดยศาสตราจารย์เนลสันกล่าวว่า &lt;span style="color:#990000;"&gt;"การพบยีนกลายพันธุ์นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์ทั้งหมด เรายังต้องทำการวิจัยอีกมาก เพื่อค้นหายีนตัวอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวพันกับภาวะการเกิดออทิสติก เพื่อจะได้ภาพรวมของการเกิดภาวะออทิสติกที่ชัดเจน"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เรียบเรียงจาก HealthDay News&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-3349226765233524160?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/3349226765233524160/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/cacna1g.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/3349226765233524160'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/3349226765233524160'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/cacna1g.html' title='พบแล้ว &quot;ยีน CACNA1G&quot; ส่งผลต่อการเกิดภาวะออทิสติกในเด็ก'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-8187441383479788629</id><published>2009-05-27T07:59:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T08:11:04.702-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความเกี่ยวกับครอบครัว'/><title type='text'>เที่ยวสไตล์ “บ้านเบาหวาน” เมื่อทริปนี้มีน้ำตาลร่วมทาง</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Center"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="400" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="400"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006314805.JPEG" width="400" height="301" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ทัวร์สุขภาพ-เดินทางอย่างไร…ไม่ให้น้ำตาลขึ้น!&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;“โรคเบาหวาน” นับเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้หลายคนต้องพลาดโอกาสดี ๆ ในการเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวไป แต่คงจะดีไม่น้อยหากผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องพิถีพิถันในเรื่องอาหารการกิน สามารถไปเที่ยวกับครอบครัวได้เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ ล่าสุด หลายครอบครัวได้มีโอกาสเข้าร่วม"ทัวร์สุขภาพ เดินทางอย่างไร...ไม่ให้น้ำตาลขึ้น"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       จัดโดยโรงพยาบาลนครธน เพื่อให้ความรู้แก่สมาชิกในครอบครัวที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ตลอดจนการร่วมแลกเปลี่ยนทัศนคติ ซึ่งผู้เข้าร่วมทริปครั้งนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า&lt;span style="color:#333333;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;“มีความสุขและได้ความรู้มากมาย”&lt;/span&gt; &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="270" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="270"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006314802.JPEG" width="270" height="286" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;คุณแม่จุกกับลูกกอล์ฟ 2 แม่ลูกต่อสู้เบาหวาน&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;"ครอบครัวถือเป็นกำลังใจสำคัญโดยเฉพาะลูกๆที่ให้การช่วยเหลืออยู่เสมอ ทำให้รู้สึกฮึดสู้ พร้อมที่จะเผชิญกับโรคต่างๆได้อย่างมั่นใจ” &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;เสียงจาก &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;strong&gt;“สุชาดา ธนสหวรคุณ”&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; คุณแม่วัย 50 ปีของ &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;“กอล์ฟ-นภดล ธนสหวรคุณ”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ที่เอ่ยถึงกำลังใจสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ หลังจากพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคเบาหวานมาเกือบ 4 ปีแล้ว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เธอเล่าต่อว่า ในช่วงแรกที่ทราบว่าเป็นโรคนี้ ค่อนข้างกังวลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มาก เพราะเชื่อว่าเป็นโรคที่สามารถอยู่ร่วมกับมันได้ ด้วยการรับประทานยาตามที่คุณหมอสั่ง ควบคุมอาหารตามที่คุณหมอบอก เช่น ไม่รับประทานอาหารหวาน ควบคุมการกินให้เหมาะสม รวมทั้งไปพบคุณหมออย่างสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ขณะที่ลูกชาย &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;“กอล์ฟ-นภดล”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; วัย 24 ปี เล่าว่า เป็นครั้งแรกที่ได้มาเที่ยวกับคุณแม่แบบนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ถือว่าเป็นทริปที่คุ้มค่ามาก เพราะนอกจากเบาหวานจะไม่ใช่อุปสรรคสำหรับครอบครัวของเราแล้ว คุณแม่ยังได้เจอกับเพื่อนๆที่ป่วยเป็นเบาหวานเหมือนกัน ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันด้วย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;“โดยส่วนตัวแล้ว ครอบครัวของเราจะไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยอยู่แล้ว แต่การมาเที่ยวในครั้งนี้ เราได้ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานจากคุณหมอกลับไปด้วย ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ สามารถนำกลับไปใช้ดูแลคุณแม่ที่บ้านได้ด้วยครับ”&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; กอล์ฟเล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="270" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="270"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006314801.JPEG" width="270" height="271" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;“คุณตาสันติ-คุณยายจิตรา” ความจำ (ไม่) สั้น...แถมรักกัน&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       เช่นเดียวกับ คู่รักยั่งยืนของ &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;"คุณยายจิตรา"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ซึ่งคุณยายเป็นเบาหวานมาเกือบ 20 ปี จูงมือมากับ&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;"คุณตาสันติ ตระการวิจิตร"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; วัย 77 ปี เท่ากัน เผยว่า ตอนแรกไม่นึกว่าจะเป็นเบาหวาน แต่ด้วยความที่ลูกชายเป็นหมอ เมื่อเห็นความผิดปกติของคุณแม่ที่มีร่างกายผอมลงเรื่อยๆ จึงพาไปตรวจสุขภาพ ผลปรากฏว่าเป็นเบาหวานจริง หลังจากนั้นเป็นต้นมา เริ่มดูแลตัวเองมาโดยตลอด ซึ่งได้ลูกที่บ้านคอยช่วยดูแลอีกแรงด้วย ไม่ว่าจะเรื่องอาหาร หรือการพาออกไปเที่ยวนอกบ้าน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;“การมาในครั้งนี้ บอกได้เลยว่าได้เพื่อน และความรู้เรื่องเบาหวานกลับไปไม่ใช่น้อย ปัจจุบันระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติดี เพราะทานยาตามที่หมอสั่ง และทานอาหารที่เหมาะสม”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; คุณยายจิตราเล่า&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ส่วนคู่ของ &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;"ธีรยุทธ-นภารัตน์ เวชเจริญยิ่ง"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หนึ่งในคู่รักที่แม้ว่าจะไม่มีใครป่วยเป็นโรคเบาหวานก็ตาม แต่ด้วยความสนใจและอยากได้ความรู้กลับไปดูแลกันและกันที่บ้านเพื่อป้องกันไว้ก่อนนั้น ทั้งคู่ต่างมีความเห็นตรงกันว่า การตัดสินใจมาเที่ยวกับครอบครัวอื่นๆที่มีสมาชิกในบ้านเป็นเบาหวานนั้น นับว่าได้ความรู้ในเรื่องของการบริโภคอาหาร&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ขณะเดียวกันยังได้ทดลองและเห็นผลด้วยตัวเองจากการรับประทานอีกด้วย เพราะทางโรงพยาบาลจะมีการตรวจวัดค่าระดับน้ำตาลในเลือดให้กับผู้ป่วยตลอดการเดินทาง ทั้งก่อนอาหารเช้า หลังอาหารเช้า และหลังอาหารเที่ยง ซึ่งไม่ใช่การให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ให้ในภาคปฏิบัติด้วย เพราะถ้าไม่ควบคุมอาหารระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นแน่นอน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;"ทัวร์สุขภาพครั้งนี้ ทำให้รู้เลยว่า ถ้ายิ่งตามใจปากต่อไป คงไม่ดีต่อร่างกายในวัยที่สูงขึ้นแน่นอน ทางที่ดีต้องรู้จักปล่อยวาง และหันมารักสุขภาพให้มากขึ้น เพราะคนเราซื้ออะไรได้หมด แต่ถ้าป่วยแล้ว เงินก็ไม่สามารถซื้อได้ตลอด จึงขอฝากไปยังทุกครอบครัวด้วยว่า นอกจากอาหารกายที่เราให้กับพ่อแม่แล้ว อาหารใจก็สำคัญที่จะเป็นอาหารเสริมเติมพลังให้กับท่านได้เป็นอย่างมาก"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ธีรยุทธบอก&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;*** เบาหวาน...เบาใจไปกับคุณหมอ ***&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานจะได้ผลดีมากน้อยแค่ไหนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยเบาหวานและคนรอบข้าง โดยเฉพาะ "ครอบครัว" ที่เข้าใจปัญหา และคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ และการดูแลเอาใจใส่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม หากผู้ป่วยและคนในครอบครัวผนวกกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางช่วยกันระมัดระวังอาการของโรคไปพร้อมๆกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="270" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="270"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006314804.JPEG" width="270" height="360" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;“นพ.สมคนึง ตัณฑ์วรกุล” หรือ “หมอไก่"&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       ทั้งนี้ &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;"นพ.สมคนึง ตัณฑ์วรกุล"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจและแพทย์ที่ปรึกษาชมรมเบาหวาน รพ.นครธน ให้มุมมองว่า คนไทยมักกังวลกับโรคเบาหวานอยู่มาก สาเหตุหนึ่งมาจากเห็นผู้ป่วยบางคนถูกตัดขา เพราะว่าเส้นเลือดอักเสบ หรือเกิดแผลที่ก้นขนาดใหญ่รักษาไม่หาย กลายเป็นวัณโรคปอดเสียชีวิต&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยค่อนข้างดื้อ อย่างที่สองคือรักษาช้า ไม่ควบคุมเรื่องอาหาร รวมทั้งผู้ป่วยยังมีข้อสงสัย และไม่ศรัทธาในเรื่องยา เข้าใจว่า ทานยามากจะเป็นอันตรายต่อไตเป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิสัยปกติของคนในสังคมที่ยังไม่เดินหน้า ขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และยังไม่เข้าถึงการรักษาเท่าที่ควร”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; นพ.สมคะนึงอธิบาย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;*** เบาหวาน...เบาใจไปกับการกิน ***&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       สำหรับครอบครัวไทยกับเบาหวานนั้น นพ.สมคนึง สะท้อนให้ฟังว่า ไม่ค่อยได้ตระหนักถึงปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดภาวะอ้วนจนนำไปสู่เบาหวาน ซึ่งส่วนใหญ่ครอบครัวที่เป็นเบาหวาน สมาชิกในครอบครัวจะกินด้วยกัน ตู้เย็นใหญ่เหมือนกัน ถ้าคนหนึ่งเป็นเบาหวานขึ้นมาแล้ว ลูกหลานก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเบาหวานตามไปด้วย ดังนั้นหัวขบวนต้องเป็นจุดเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เช่น ไม่กินน้ำอัดลม หรือกินอาหารจานด่วนให้น้อยลง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;“ถ้าปู่ย่า ตายายเคยมีพฤติกรรมป่วยเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควรต้องระวังเรื่องการกินเป็นพิเศษ เพราะจะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้มากขึ้น เนื่องโรคนี้ส่วนหนึ่งถ่ายทอดมาจากพันธุกรรม ถ้าไม่ระมัดระวัง ร่างกายจะไปดึงยีนเบาหวานเร่งให้เป็นเร็วขึ้น”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; นพ.สมคนึงกล่าวเสริม&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ส่วนเรื่องอาหารการกินสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะเพิ่มว่าก่อนจะรับประทานอาหาร เช่น นม ต้องอ่านฉลาก หรือคุณค่าทางโภชนาการข้างกล่องด้วย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;“ถ้ารู้สึกอยากทานนมพร่องมันเนย วันนั้นต้องตัดอาหารประเภทแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตออกไป เช่น ข้าว 1 มื้อ จะช่วยทำให้พอดี และไม่เกินความจำเป็น ซึ่งเรียกว่า "หลักอาหารแลกเปลี่ยน-อาหารทดแทน" เพราะ นมทุกชนิดมีน้ำตาลธรรมชาติผสมอยู่ ซึ่งผู้ป่วยเบาหวานควรระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นพิเศษ”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       ขณะที่ชา-กาแฟ ควรชงกับน้ำตาลเทียม ไม่ควรใส่นม หรือครีมเทียม อย่างไรก็ตามกาแฟที่มีความเข้มข้นมากเกินไป ส่งผลให้น้ำตาลในร่างกายย่อยได้ช้าลง รวมไปถึงชาเชียว หรือเครื่องดื่มชูกำลังชนิดต่างๆ ด้วย นอกจากนี้ผลไม้ที่ไม่แนะนำให้กิน เช่น มะม่วง (ดิบ/สุก) กล้วย ข้าวโพด มะพร้าว มันเทศ เมล็ดทั้งหลาย หรือพืชที่มีหัวอยู่ใต้ดิน เนื่องจากมีคาร์โบไฮเดรต หรือแป้งอยู่สูงมาก เป็นต้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;“ผู้ป่วยที่เป็นแล้ว ไม่ต้องไปกังวลครับ แต่ขอให้ดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย และใช้ยาตามหมอสั่งอย่างสม่ำเสมอ พยายามควบคุมการกิน และให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ที่ประมาณ 140-160-160 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในเวลาหลังอาหารทั้งเช้าและก่อนนอน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;อย่างไรก็ดีการตรวจสุขภาพประจำปี จะทำให้ทราบการเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ดีที่สุด ซึ่งถ้าตรวจพบว่า เข้าข่ายภาวะเตรียมเบาหวาน หรือน้ำตาลในเลือดเกิน 110 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ปัจจุบันมียาที่จะช่วยย่อยน้ำตาล และชะลอการเป็นเบาหวานโดยตรงได้ช้าลง โอกาสที่จะต้องตัดขาหรือเป็นแผลเรื้อรังก็จะน้อยลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;“ที่สำคัญกำลังใจจากครอบครัวจะเป็นยาเสริมที่ช่วยให้ดีขึ้นได้ ทำให้ผู้ป่วยสามารถอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุขครับ"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;คุณหมอฝากทิ้งท้าย&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-8187441383479788629?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/8187441383479788629/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_9623.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8187441383479788629'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8187441383479788629'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_9623.html' title='เที่ยวสไตล์ “บ้านเบาหวาน” เมื่อทริปนี้มีน้ำตาลร่วมทาง'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-3186299256401635700</id><published>2009-05-27T07:58:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T08:10:35.128-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>ดึงลูกรัก “ตัวเลข” ตั้งแต่เล็ก แล้วเด็กจะรัก “คณิตศาสตร์”</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เมื่อถึงเวลาต้องเข้าชั้นเรียนวิชา “คณิตศาสตร์” ในชั่วโมงต่อไป เชื่อได้เลยว่า เด็ก 1 ห้อง จะต้องมีสักคน สองคน หรือมากกว่านั้น เกิดอาการเซ็งกับวิชาดังกล่าว ด้วยเหตุผล หรือความเชื่อที่สั่งสมกันมาว่า เป็นวิชาที่ยาก ปวดหัว มีแต่ตัวเลข และไม่สนุก แถมยังทำเอาคุณพ่อคุณแม่หลายคนต้องหนักใจกับเจ้าตัวยุ่งไม่ใช่น้อย เพราะหลังกลับจากโรงเรียน การบ้านวิชาเลขมักเป็นวิชาที่เด็กไม่ค่อยสนใจหยิบขึ้นมาทำสักเท่าไร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       วันนี้ทีมงาน &lt;strong&gt;Life and Family&lt;/strong&gt; มีตัวอย่าง &lt;strong&gt;“ครอบครัวตัวเลข”&lt;/strong&gt; มาเล่าสู่กันฟังครับ เพราะครอบครัวนี้ มีวิธีการทำให้คณิตศาสตร์เป็นเรื่องง่าย สนุก และสามารถเชื่อมโยงบูรณาการจากชีวิตจริงได้อย่างเข้าใจ ทำให้ลูกชายและลูกสาวของครอบครัวนี้ ชื่นชอบกับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ทั้งที่โรงเรียน และที่บ้านเป็นอย่างมาก และคงจะเป็นครอบครัวไหนไปไม่ได้ นอกจากครอบครัวของ &lt;strong&gt;“คุณโม-แวววดี ศรีไตรรัตน์”&lt;/strong&gt;เจ้าของโรงแรมพุทธรักษา (หัวหิน) คุณแม่คนเก่งของน้องโมโม่ และโมย่า วัย 7 ปี และ 5 ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Center"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="350" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="350"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005925201.JPEG" width="350" height="276" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;น้องโมโม่-แม่โม-น้องโมย่า&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       คุณแม่แวววดี บอกถึงเคล็ดลับการเลี้ยงลูกว่า จะให้ลูกทำในสิ่งที่รัก ไม่ต้องการให้ลูกเป็นคนเก่งเรียน แต่จะสอนให้ลูกเก่งกิจกรรมด้วย เพราะเชื่อว่าจะเป็นตัวสร้างทักษะการใช้ชีวิต รู้จักคน และสังคมได้มากขึ้น ไม่ใช่เก่งแต่เอาตัวเองไม่รอด&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;“จะให้ลูกเรียนพิเศษบ้าง แต่ก็ไม่มาก จะเน้นวิชาคณิตศาสตร์มากกว่า นอกนั้นจะเป็นกิจกรรมเสริม เช่น ว่ายน้ำ เรียนเทควันโด เพราะเป็นสิ่งที่ลูกชอบ และได้พักผ่อนไปในตัว ส่วนวันเสาร์ และอาทิตย์จะพาลูกไปพักผ่อนที่โรงแรม (หัวหิน) เที่ยวเล่นตามประสาพ่อแม่ลูก”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; แม่โมเล่าถึงกิจกรรมของลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="260" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="260"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005925202.JPEG" width="260" height="347" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;น้องโมโม่สุดหล่อของแม่โม&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       สำหรับเรื่องของ &lt;strong&gt;“คณิตศาสตร์” &lt;/strong&gt;คุณแวววดีเห็นว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องสอนให้ลูกเข้าใจ และสนุกไปกับมัน เพราะมีความเชื่อที่ว่า การปูฐานความสนุกเรื่องของตัวเลขให้ลูกตั้งแต่ยังเล็ก จะช่วยให้เด็กเรียนตามเพื่อน และเรียนในชั้นต่อไปได้ง่ายขึ้น โดยตัวคุณแม่โมเอง จะเริ่มเอาวิชาเลขเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของลูกตั้งแต่ยัง 3 ขวบ ด้วยการที่จบด้านบัญชีมา ชีวิตจึงวนเวียนกับเรื่องตัวเลขพอสมควร ทำให้เธอสามารถดึงหลักวิชาเหล่านั้น มาเชื่อมโยงกับหลักความจริงได้ และเธอเห็นว่า สภาพแวดล้อมรอบตัวของลูก จะช่วยให้เขาเข้าใจคณิตศาสตร์ง่ายกว่า และเป็นคณิตศาสตร์ที่มากกว่า 1+1 เท่ากับ 2 หรือ 2x2 เท่ากับ 4&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;“จะใช้สิ่งที่อยู่รอบตัวลูกทั้งหมด มาดัดแปลง และทำหลักสูตรคณิตศาสตร์ไว้สอนลูก ไม่ว่าจะอยู่ในบ้าน หรือออกไปเที่ยวนอกบ้าน เช่น เวลาเล่านิทานจะสอนให้ลูกนับตัวละครที่อยู่ในเรื่อง หรือเวลาไปซื้อของ ข้างนอกก็จะให้ลูกมีส่วนร่วมกับเราด้วย อาทิ แม่ซื้อลูกอมชิ้นละ 2 บาท มีเงินอยู่ 10 บาท แม่จะได้ลูกอมกี่ชิ้น ซึ่งเราจะเอาตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องหมด เอาให้เขาเห็นภาพ ซึ่งก็ให้ความร่วมมือดีแต่ถ้าบอกว่าลูกต้องบวกอันนี้กับอันนี้นะ ลบอันนี้สิ เขาจะคิดนานมาก แล้วรู้สึกเบื่อทันที”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; คุณแม่แววเล่า&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;จากวิธีดังกล่าว คุณแวววดีบอกว่า&lt;/span&gt; เห็นผลได้ชัดเจน เพราะลูกจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้เรียนวิชาคณิตศาสตร์ หรือขณะที่ทำการบ้าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การสอนลูก พี่แววจะสอนให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และศรัทธาต่อวิชาดังกล่าว ถ้าลูกตอบถูก ก็จะให้คำชมเป็นรางวัลทางใจ แต่ถ้าตอบผิด จะไม่มีการดุ หรืออารมณ์เสียใส่ลูกเด็ดขาด มีแต่จะให้โอกาสเพื่อให้ลูกได้ลองทำใหม่อีกครั้ง จากนั้นจะสอนด้วยเหตุ และผลให้เกิดความเข้าใจต่อไป&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       สอดรับกับ &lt;strong&gt;“โมโม่”&lt;/strong&gt; ลูกชายคนโต วัย 7 ขวบ อยู่ชั้น Year 2 (ป.1) โรงเรียน Shrewsbury ถ.เจริญกรุง บอกว่า ชอบเรียนคณิตศาสตร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่สอนสนุก และเข้าใจง่าย จากวิชาที่น่าเบื่อ กลายเป็นวิชาที่สนุกทันที ส่วนใหญ่คุณแม่มักจะดึงเอาชีวิตประจำวัน มาเชื่อมโยงกับคณิตศาสตร์ ทำให้เห็นภาพ และเข้าใจตัวเลขได้มากขึ้น เวลาไปโรงเรียนจึงเกิดความมั่นใจ และเรียนตามเพื่อนได้ทัน ส่วนตัวชอบเรื่องคูณเป็นพิเศษ เพราะสนุก และได้คิดเยอะดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="260" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="260"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005925203.JPEG" width="260" height="347" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;พี่อาร์ท-อนุชา เข็มทอง&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       ถึงคิว &lt;strong&gt;“พี่อาร์ท-อนุชา เข็มทอง”&lt;/strong&gt; เจ้าของสถาบันแมทเนเซียม (ประเทศไทย) ศูนย์เสริมทักษะทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กชั้นอนุบาล 2 ถึง ม.2 จากประเทศสหรัฐอเมริกา บอกว่า คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่สร้างความสนุกได้ ยกตัวอย่าง เวลาที่คุณพ่อ คุณแม่อยู่บ้าน ต้องรู้ก่อนว่า ลูกชอบอะไร จากนั้นก็นำเรื่องที่ลูกชอบมาผูกโยงเข้ากับวิชาคณิตศาสตร์ เช่น ชอบเล่นฟุตบอล ก็นำมาเล่นเป็นเกมคณิตได้ ไม่ว่าจะเป็น รับส่งลูกบอลแล้วนับตัวเลขสลับกันไป นับทีละสอง หรือสามบ้าง แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคน ตรงนี้จะช่วยให้ลูกได้ซึมซับการนับเลขไปในตัว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;“บางทีถ้าให้เด็กบวกเลข 7+5 เท่ากับเท่าไหร่ ซึ่งเด็กก็ตอบได้คือ 12 แต่ทำไมเราไม่ทำให้ตัวเลขเหล่านั้นแตกออกมาเป็นโจทย์หรรษาล่ะ การที่เด็กสามารถเปลี่ยนตัวเลขให้เป็นโจทย์ปัญหาได้ จะช่วยเด็กได้คิดตาม แล้วสนุกไปกับมัน เช่น เวลาไปเที่ยวทะเล เปลือกหอยก็สามารถนำมาเป็นโจทย์ได้ หรือเวลาไปกินพิซซ่า ก็สามารถเล่นกับลูกได้ อาทิ พิซซ่ามีกี่ชิ้นคะ ถ้าคุณพ่อกับคุณแม่กินกันคนละชิ้นจะเหลือกี่ชิ้น เป็นต้น”&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; พี่อาร์ทอธิบาย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#000000;"&gt;อย่างไรก็ตาม &lt;strong&gt;"พี่อาร์ท"&lt;/strong&gt; มองว่า &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ทุกครอบครัวไม่จำเป็นต้องให้เด็กเก่งคณิตศาสตร์ หรือส่งให้เรียนเพื่อให้เด็กเป็นเลิศ แต่ขอให้ทุกครั้งที่เจอ หรือต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เด็กไม่วิ่งหนีก็พอ ดังนั้นทุกกิจกรรมที่ทำกันในครอบครัว สามารถเอาไปสร้างเป็นโจทย์ได้หมด ทำให้เด็กสนุก และมีทัศนคติกับวิชาดังกล่าวในทางบวกมากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       นอกจากนี้เมื่อลูกโตขึ้น ระดับขั้นของคณิตศาสตร์ก็จะเป็นนามธรรมมากขึ้นด้วย พ่อแม่จึงควรเลือกใช้สื่อที่เป็นรูปธรรม หรือสิ่งที่จับ หรือสัมผัสต้องได้ หรือถ้าหาไม่ได้ อาจจะใช้เป็นภาพมาสอนลูกแทน เพราะเด็กจะเข้าใจ และเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น มากกว่าเรียนกับตัวเลขเพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;การสร้างลูกน้อยให้รัก “ตัวเลข” ตั้งแต่เล็ก จะเป็นสะพานเชื่อมให้เด็กมีทัศนคติในทางบวกต่อวิชา “คณิตศาสตร์” ในวัยถัดมาได้เป็นอย่างดี เพียงเริ่มต้นด้วยความใส่ใจ และความสนใจจากครอบครัว เท่านี้ก็จะไม่มีคำว่า “ยาก” ออกมาจากปากเด็กในชั้นเรียนคณิตศาสตร์อีกต่อไป แต่จะมีคำว่า “สนุก และอยากเรียน” ออกมาแทน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-3186299256401635700?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/3186299256401635700/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_4807.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/3186299256401635700'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/3186299256401635700'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_4807.html' title='ดึงลูกรัก “ตัวเลข” ตั้งแต่เล็ก แล้วเด็กจะรัก “คณิตศาสตร์”'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-2513200937735392587</id><published>2009-05-27T07:56:00.001-07:00</published><updated>2009-05-27T08:10:35.129-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>เปิดประสบการณ์คุณแม่ พิชิต"ลูกภูมิแพ้"ด้วยอาหารออร์แกนิค</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="320" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="320"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005655201.JPEG" width="320" height="213" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;"โรคภูมิแพ้"&lt;/strong&gt; หรือ&lt;span style="color:#990000;"&gt;ภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยากับโปรตีนหรือสารก่อภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมนั้นถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่สามารถบั่นทอนสุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้ใหญ่หลาย ๆ คนได้เป็นอย่างดี&lt;/span&gt; ซึ่งในบางรายที่มีอาการแพ้รุนแรงอาจถึงแก่ชีวิตได้อีกด้วย และ&lt;strong&gt;ถ้าหากโรคภูมิแพ้นี้เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กทารกแรกคลอดที่ยังไม่สามารถสื่อสารได้มากไปกว่าการร้องไห้นั้น ความทรมานที่เด็กได้รับจะมากมายเพียงใด เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่เคยผ่านประสบการณ์ในการดูแลลูกในภาวะเช่นนั้นคงสามารถนึกภาพตามได้เป็นแน่แท้&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       ครอบครัว&lt;strong&gt; "เทวอักษร"&lt;/strong&gt; เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่ประสบกับปัญหาดังกล่าว เมื่อน้อง&lt;strong&gt;ดุ๊กกี้ - ด.ช. ปริญ&lt;/strong&gt; ลูกชายคนแรกของ&lt;strong&gt;คุณพ่อตะวัน - คุณแม่อัญชลี&lt;/strong&gt; ต้องประสบกับปัญหาโรคภูมิแพ้ตั้งแต่แรกคลอด ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม เนื่องจากคุณพ่อตะวันนั้นก็เป็นภูมิแพ้อาหารด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ความรุนแรงของการแพ้ที่เกิดกับลูกนั้น คุณอัญชลีเล่าว่า น้องดุ๊กกี้แพ้กระทั่ง &lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;"น้ำนมแม่"&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       "ช่วงที่คลอดน้องใหม่ ๆ ให้ทานนมแม่อย่างเดียวตลอด 5 - 6 เดือน แต่ก็สังเกตว่า ทุกครั้งที่น้องทานนมแม่เข้าไป สักพักจะมีผื่นแดงเรื่อ ๆ ขึ้นบริเวณรอบปาก ทำให้ลูกคัน และมีอาการงอแง เมื่อพาไปพบแพทย์จึงทราบว่าเป็นอาการของภูมิแพ้ แต่ช่วงเดือนแรกหลังคลอดก็ต้องปล่อยให้ผื่นขึ้นเห่อไปก่อน พอเดือนที่สองคุณหมอจึงให้ทาสเตียรอยด์ และให้สังเกตอาการ &lt;span style="color:#990000;"&gt;ซึ่งเราไม่เชื่อว่า ลูกจะแพ้น้ำนมแม่ เพราะอ่านหนังสือก็บอกว่าน้ำนมแม่เป็นสารอาหารที่ดี เหมาะกับทารกที่สุด"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;"ต่อมาพอเข้าสู่เดือนที่ 6 อาการผื่นขึ้นก็ยังมีอยู่ แต่ตามตำราที่อ่านเขาก็บอกว่า สามารถให้อาหารเสริมกับลูกได้แล้ว เราก็ให้ตามตำรา เช่น น้ำส้ม ไข่ ปรากฏว่า คราวนี้มีผื่นขึ้นหนักกว่าเดิม ก็เลยเปลี่ยนไปซื้ออาหารสำเร็จรูปตามซูเปอร์มาร์เก็ตมาให้ลูกลองทาน ปรากฏว่าก็แพ้ เป็นผื่นขึ้นเต็มตัว ซึ่งมาทราบภายหลังว่า เพราะอาหารเสริมเหล่านั้นมีกลูเต็นจากแป้งสาลี ไข่ และถั่วที่ลูกเราแพ้เป็นส่วนผสม&lt;/span&gt; กล่าวได้ว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไปโรงพยาบาลบ่อยมาก อาทิตย์หนึ่งต้องไปพบแพทย์ประมาณ 2 ครั้ง" คุณแม่เปิ้ลเล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="220" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="220"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005655202.JPEG" width="220" height="330" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       ด้วยความที่วัยของน้องดุ๊กกี้ในขณะนั้นยังเด็กเกินกว่าจะเข้ารับการทดสอบภูมิแพ้ และโรคภูมิแพ้ที่เกิดในน้องดุ๊กกี้ก็อยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา จึงทำให้คุณหมอตัดสินใจส่งต่อเคสนี้ให้กับแพทย์เฉพาะทาง และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่องราวทั้งหมดให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อ&lt;strong&gt;คุณหมอกณิการ์ ภิรมย์รัตน์&lt;/strong&gt; แพทย์เฉพาะทางด้านภูมิแพ้จากโรงพยาบาลวิชัยยุทธได้แนะนำว่า ครอบครัวควรจะ&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt; "ยอมรับให้ได้ในสิ่งที่ลูกเป็น"&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       "จากการตรวจเช็คโดยละเอียดของคุณหมอ ก็พบว่าลูกเป็นภูมิแพ้อาหาร สาเหตุที่ลูกทานนมเราแล้วมีผื่นขึ้นที่รอบปากก็เพราะว่าเขาได้รับสารอาหารที่เขาแพ้ผ่านทางน้ำนมแม่ ทำให้เราซึ่งเป็นแม่ต้องระมัดระวังการรับประทานอาหารต่าง ๆ มากขึ้น นอกจากนั้น ก็ต้องคอยสังเกต คอยจดว่าอาหารชนิดใดบ้างที่ลูกแพ้ จะได้พยายามหลีกเลี่ยง"&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       "ตอนแรกรู้สึกแย่มากที่ลูกเรากินได้น้อย ทานแล้วแพ้ไปหมดทุกอย่าง ซึ่งการที่ลูกทานได้น้อยยังส่งผลถึงร่างกายของลูกด้วย ดุ๊กกี้ตอนเด็ก ๆ จะมีผมหงอกเป็นปอย ๆ เลย ด้วยเหตุนี้เราก็ต้องพยายามหาของที่เขากินได้ และมีประโยชน์ต่อร่างกายที่สุดให้เขาทาน"&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;อาหารปลอดสารพิษ..พระเอกพิชิตภูมิแพ้&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เมื่อตั้งใจว่าจะหาอาหารที่ลูกทานได้โดยไม่แพ้แล้ว คุณแม่เปิ้ลจึงทุ่มเทเวลาทั้งหมดหลังจากลูกหลับไปกับการค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับอาหารที่เด็กเป็นภูมิแพ้สามารถทานได้ โดยคุณเปิ้ลเล่าว่าพยายามเสิร์ชหางานวิจัยทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ในเด็ก และพบงานวิจัยบางชิ้นที่ระบุว่า เด็กที่เป็นภูมิแพ้สามารถทานอาหารออร์แกนิค หรืออาหารที่ปลูกโดยปราศจากการใช้ปุ๋ย หรือสารเคมีได้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention) สหรัฐอเมริกาเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ได้เผยแพร่รายงานวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของข้าวและผักปลอดสารพิษ หลังจากสหรัฐอเมริกามีเด็กอ้วนเพิ่มมากขึ้นถึง 65 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999 เป็นต้นมา และมีสถิติการเกิดโรคภูมิแพ้อาหารเพิ่มสูงถึง 400% โดยทางหน่วยงานดังกล่าวระบุว่า อาหารออร์แกนิคเป็นอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ตลอดจนโรคหัวใจ และโรคภูมิแพ้ อีกทั้งยังใช้ในการลดน้ำหนักเด็กอ้วนได้ดีอีกด้วย ซึ่งการเลือกซื้ออาหารออร์แกนิคในประเทศที่มีการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจึงค่อนข้างหลากหลาย และหาซื้อได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นนม ไข่ ขนมปัง เนื้อสัตว์&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       จากข้อมูลวิจัยชิ้นเล็ก ๆ เหล่านั้น ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของครอบครัว ๆ หนึ่งไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เป็นครอบครัวคนเมืองครอบครัวหนึ่ง ไปสู่ครอบครัวที่ใส่ใจกับการการเลือกอาหารรับประทานมากขึ้น และหลีกเลี่ยงสารพิษต่าง ๆ มากขึ้นเพื่อลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="230" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="230"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005655203.JPEG" width="230" height="311" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       "อาหารออร์แกนิคที่หาได้ และคิดว่าดีที่สุดก็คือ &lt;strong&gt;ข้าวกล้อง ผัก ผลไม้&lt;/strong&gt; ซึ่งในกรุงเทพฯ พอจะมีร้านค้าจำหน่ายอยู่บ้าง เลยตัดสินใจปรับเปลี่ยนใหม่หมด ซึ่งในจุดนี้ต้องยอมรับในกรรมวิธีการปรุงด้วย เพราะข้าวกล้องต้องใช้เวลาในการเตรียมนานกว่าการหุงข้าวขาว ต้องนำไปแช่น้ำก่อน เพื่อให้ข้าวนิ่ม หุงสุกแล้วจึงนำมาบดกับกล้วย ฟักทอง แครอท ฯลฯ ให้ลูกทาน ส่วนเนื้อหมูเนื้อไก่ก็เลือกซื้อแบบที่เลี้ยงตามธรรมชาติ ไม่ฉีดยา หรือใช้สารเคมีเร่งโต และเราก็ไม่ได้ให้ลูกทานแบบยัดเยียด อะไรที่เขาทานได้ไม่แพ้ เราก็ให้ทาน อย่างเนื้อสัตว์ก็ให้ทีละน้อย เมื่อเขาทานได้มากขึ้นแล้วจึงค่อยให้เพิ่ม &lt;strong&gt;ผลของการให้ลูกทานอาหารปลอดสารนี้ก็พบว่าลูกไม่มีอาการแพ้อีก เลยคิดว่า เรามาถูกทางแล้ว&lt;/strong&gt;" คุณแม่เปิ้ลกล่าว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังเป็นคุณแม่ที่มีความอุตสาหะสูงกว่านั้น เมื่อตัดสินใจเดินทางไปถึงแหล่งผลิตข้าวกล้องปลอดสารพิษที่จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อดูกรรมวิธีการผลิตของชาวนากันเลยทีเดียว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;"ใช้วิธีค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตและพบข้อมูลของ "ชุมชนชาวนา" ซึ่งเป็นเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปลอดสารพิษ อยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ก็เดินทางไปซื้อข้าวกับเขา การเดินทางครั้งนี้ยังทำให้เราได้เห็นถึงแปลงข้าวปลอดสารพิษของจริง ที่ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยสวยนัก มีต้นหักบ้าง เหี่ยวบ้าง ขณะเดียวกันพี่ชาวนาเขาก็ชี้ให้ดูแปลงข้าวที่ใช้ปุ๋ยเคมีเปรียบเทียบ ที่จะเหลืองอร่ามสวยงาม แต่มันทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง และทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       จากความรักและความทุ่มเทของครอบครัว ส่งผลให้ทุกวันนี้ ด.ช.ดุ๊กกี้เป็นเด็กอีกคนหนึ่งที่อาการโรคภูมิแพ้ค่อย ๆ ทุเลาลง จากที่เคยมีผื่นขึ้นทั่วร่างกายเมื่อได้รับอาหารที่แพ้ก็เหลือแค่ผื่นขึ้นบริเวณปาก รวมถึงส้มที่เริ่มทานได้ ส่วนผักผลไม้ และข้าวกล้องที่เด็กหลาย ๆ คนมักจะร้องยี้ หรือเป็นไม้เบื่อไม้เมากันและกัน แต่สำหรับด.ช.ดุ๊กกี้แล้ว สิ่งเหล่านี้คืออาหารประจำวันที่เขาชื่นชอบเพราะคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;"มันทำให้เราย้อนกลับไปคิดถึงจุดเริ่มแรก ตั้งแต่เราตั้งครรภ์ ตอนนั้นก็เลือกทานอาหารตามที่ตำราแนะนำ เช่น นม ไข่ แต่สุดท้ายเมื่อพบกับผลลัพธ์ว่าเรามีลูกเป็นภูมิแพ้เลยทำให้เราได้ประสบการณ์ว่า การหลีกเลี่ยงอาหารที่ใช้ยาฆ่าแมลง-สารเคมีน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัวของเราค่ะ" คุณเปิ้ลกล่าวปิดท้าย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ประสบการณ์ของคุณแม่จากครอบครัวเทวอักษร และผลลัพธ์ที่ได้รับในวันนี้ว่าลูกมีสุขภาพดีขึ้น อาจไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน หากแต่ต้องอาศัยความอุตสาหะ อดทน เอาใจใส่ ตลอดจนความช่างสังเกตอย่างสูง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การเลือกเดินในเส้นทางใหม่ของครอบครัวเทวอักษรมีความสอดคล้องกับแนวทางของแพทย์ชาวกรีกผู้เป็นบิดาแห่งแพทยศาสตร์อย่าง Hippocrates ที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า “Let your food be your medicine, and your medicine be your food.” เป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-2513200937735392587?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/2513200937735392587/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_3593.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/2513200937735392587'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/2513200937735392587'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_3593.html' title='เปิดประสบการณ์คุณแม่ พิชิต&quot;ลูกภูมิแพ้&quot;ด้วยอาหารออร์แกนิค'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-8396091860491076509</id><published>2009-05-27T07:55:00.001-07:00</published><updated>2009-05-27T07:55:52.606-07:00</updated><title type='text'>ดึง "ฟิตเนส" พัฒนาเด็กพิเศษที่ "สาธิตละอออุทิศ"</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;strong&gt;หากพูดถึง "ฟิตเนส" หลายคนอาจจะคุ้นหู และคุ้นมือกันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เชื่อได้เลยว่า คงจะเป็นของเล่นใหม่ที่ท้าทาย และแสนสนุกสำหรับพวกเขามาก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="230" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="230"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005675803.JPEG" width="230" height="344" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ทยุ บุตรประดิษฐ์ หรือครูบี&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       รับรองได้จากกลุ่มงานบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเด็กพิการ และครอบครัว ศูนย์การศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ที่ได้นำคลาสพิเศษ สุดหรรษาด้วย "ฟิตเนส" ไปใช้บริหารร่างกาย และจิตใจให้กับเด็กพิเศษ สร้างความสนุก และเกิดประสิทธิผลในทางที่ดี เพราะหลังจากที่เด็กเข้าฟิตเนสแล้ว สามารถพึ่งพา และช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น เรียกง่ายๆ ว่ามีพัฒนาการดีขึ้นนั่นเอง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ฟังได้จากเสียงของ &lt;strong&gt;"ครูบี" หรือ "ทยุ บุตรประดิษฐ์"&lt;/strong&gt; หัวหน้ากลุ่มงานบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเด็กพิการ และครอบครัว (Early Intervention Center : EI) หรือศูนย์อีไอ ศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต เล่าให้ฟังว่า งานของศูนย์ คือการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กพิเศษ ตั้งแต่ 2 ขวบครึ่งถึง 3 ขวบครึ่ง ก่อนที่เด็กจะเข้าเรียนในชั้นเด็กพิเศษ อนุบาล และการการเรียนร่วมต่อไป โดยเน้นพ่อแม่เป็นหลัก เพื่อนำวิธี หรือกระบวนการไปใช้ปฏิบัติกับลูกที่บ้านได้&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;"ห้องเรียนของศูนย์ฯ พ่อแม่จะต้องเรียนกับเด็กด้วย ใช้เวลาครึ่งวัน จันทร์-ศุกร์ โดยเด็ก 1 คน จะเรียนกับครู 1 คน ถ้าเด็กผ่านกระบวนการตรงนี้แล้ว และมีพัฒนาการที่ดีขึ้นใกล้เคียงกับเด็กปกติ ทางเราจะประเมินว่า สามารถเรียนในชั้นเรียนร่วมกับเด็กปกติได้หรือไม่ โดยทางโรงเรียนสาธิตละอออุทิศจะเริ่มรับตั้งในช่วงชั้นอนุบาล 3 เป็นต้นไป" ครูบีเล่า&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       หลังจากที่เด็ก ผ่านกิจกรรมการเคลื่อนไหว จนกล้ามเนื้อมัดใหญ่เกิดการพัฒนาพอสมควรแล้ว ทางโรงเรียนจะนำเด็กที่มีอายุ 3 ขวบขึ้นไป พาออกกำลังกาย สร้างสุขภาวะทางกาย และใจที่ศูนย์บริหารกายเพื่อสุขภาพ (Fitness Center) ของทางมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ซึ่งเป็นวิชาเสริมนอกห้องเรียน โดยจะมีครูฝึกของศูนย์ฟิตเนสเป็นครูพี่เลี้ยง&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;อย่างไรก็ตามก่อนจะมาฝึกสอนนั้น ครูบีบอกว่า ทางศูนย์จะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้กับครูฝึกของศูนย์ฟิตเนสฯ ก่อน เพื่อจะได้เข้าใจในตัวเด็ก และออกแบบกิจกรรมได้อย่างเหมาะสมซึ่งแน่นอนว่า การสอนเด็กพิเศษไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="230" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="230"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005675804.JPEG" width="230" height="319" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;สุริวราภรณ์ พร้อมพูน หรือครูไทย&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       ทำให้ &lt;strong&gt;"ครูไทย" หรือ "สุริวราภรณ์ พร้อมพูน"&lt;/strong&gt; ครูฝึกสาวขวัญใจเด็กๆ วัย 28 ปี เจ้าหน้าที่งานบริการวิชาการ และปฏิบัติการของศูนย์ฟิตเนสฯ ของมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ต้องทำการบ้านอย่างหนัก โดยทำการศึกษาพฤติกรรมของเด็กพิเศษจากตำราวิชาการอยู่หลายเล่ม เพื่อสร้างความเข้าใจถึงลักษณะนิสัย และความต้องการของเด็กพิเศษ เนื่องไม่ได้จบหลักสูตรการสอนเด็กพิเศษมาโดยตรง แต่เธอก็สามารถเอาวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เธอร่ำเรียน มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้การสอนมีประสิทธิผลมากขึ้นตามไปด้วย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เมื่อเข้าใจพฤติกรรม และออกแบบกิจกรรมสำหรับการฝึกให้เด็กแล้ว ก่อนเริ่มใช้อุปกรณ์การฝึก ครูไทยจะดูความพร้อมของเด็กพิเศษทุกคนก่อนว่า เด็กมีความบกพร่อมด้านใด เช่น กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง หรือมีความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว เพื่อจะได้ใช้กิจกรรมที่เสริมสร้างทักษะได้อย่างเหมาะสม รวมไปถึงทุกๆ ต้นชั่วโมงจะให้เด็กเดินในลู่วิ่งเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อน หลังจากนั้นถึงจะเริ่มฝึกทักษะด้วยอุปกรณ์ฟิตเนสในห้องฝึกได้ ซึ่งจะประยุกต์จากเครื่องเล่นบางชนิดของผู้ใหญ่ เช่น ลูกดัมเบลขนาดเล็ก ลู่วิ่ง เป็นต้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;"เด็กจะเข้าฟิตเนส สัปดาห์ละ 1 ครั้งๆ ละ ประมาณ 40-50 นาที มีหลายกิจกรรม เช่น พัฒนากล้ามเนื้อ โดยใช้ฟุตบอล หรือลูกดัมเบลเล็กๆ ให้เขาถือ สอนให้ยกขึ้นลงตามแรงมือ แต่ถ้าเคลื่อนไหวได้ไม่ดี ทรงตัวไม่ได้ ก็จะใช้กิจกรรมให้เขาทรงตัว เช่น ช่วยประคองเดินให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่นบ่อยๆ ซึ่งมีเด็กคนหนึ่งจากเมื่อก่อนไม่สามารถยืน เดินได้ ซึ่งนอนได้อย่างเดียว หลังจากฝึกตรงนี้แล้ว กล้ามเนื้อแขนขาดีขึ้นมาก ช่วยเหลือตัวเองได้ดีขึ้น"&lt;/span&gt; ครูไทยบอกถึงประโยชน์ของการเล่นฟิตเนส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="262" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="262"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005675802.JPEG" width="262" height="338" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ถือลูกบาสฝึกทรงตัว-ได้สมาธิบนรางเชือก&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       สำหรับความยากของการฝึกเด็กพิเศษ ครูไทยบอกว่า ต้องมีความอดทนสูง ใจร้อนไม่ได้ ซึ่งเด็กที่มีความต้องการพิเศษจะมีพัฒนาการที่ช้าอยู่แล้ว ถ้ายิ่งใจร้อน จะทำให้การฝึกไม่เป็นผล ฉะนั้นต้องค่อยๆ ฝึก ส่วนตัวอยู่กับเด็กแล้วมีความใจเย็นขึ้น พอได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นแล้ว ย่อมเกิดความสุขที่ได้ช่วยเหลือเขา เปรียบเสมือนการให้ชีวิตใหม่แก่เขา นี่คือความสุขที่ครูไทยได้รับจากการสอน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       นอกจากนี้ ครูไทย ยังให้คำแนะนำกับพ่อแม่ ด้วยว่า &lt;strong&gt;พัฒนาการของลูกจะดีหรือไม่ อยู่ที่ครอบครัวเป็นหลักสำคัญ ฉะนั้นครอบครัวที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ ไม่ต้องกังวล สามารถช่วยให้เขามีพัฒนาการตามทันเด็กปกติได้ ถ้าไม่มีเวลามาเล่นที่ฟิตเนส ก็ฝึกลูกที่บ้านได้&lt;/strong&gt; เช่น ฝึกกล้ามเนื้อมือด้วยการยกลูกบอล หรือส่งลูกบอล แทนที่จะใช้เตะอย่างเดียว หรือการเสริมกล้ามเนื้อขาด้วยการจูงลูกขึ้นลงบันได แต่ต้องระวังอุบัติเหตุด้วย อย่างไรก็ดี เด็กควรได้ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 45 นาที แต่ไม่ควรเกิน 2 ชม. เพราะจะทำให้เด็กเหนื่อย และอ่อนเพลียเกินไป&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       สอดรับกับความรักของ&lt;strong&gt; "แม่มิ้นท์-ข่อนส่อง ละซี"&lt;/strong&gt; คุณแม่วัย 35 ปี ของน้อง "ตาต้าร์-วินนาต้าร์ ลิ้มรสเลิศ" อายุ 4 ขวบ 8 เดือน ได้เล่าถึงความบกพร่องด้านพัฒนาการของลูกว่า น้องเป็นเด็กออทิสติก 20 % บวกกับเป็นเด็กไฮเปอร์ มักจะอยู่ไม่นิ่ง ปีนป่ายไปทั่ว ทำให้บางครั้งถึงกับอารมณ์เสีย เนื่องจากไม่เชื่อฟัง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องกลับมานั่งคิดว่า ไม่ควรอารมณ์เสียใส่ลูก เนื่องจากต้องใช้เวลาในการพัฒนาพฤติกรรม ภาษา และร่างกายให้กับลูก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="270" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="270"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005675801.JPEG" width="270" height="360" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ฝึกเดินบนลู่วิ่ง-พัฒนากล้ามเนื้อขา&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       อย่างไรก็ตาม พอมีวิชาเสริมจากศูนย์อีไอ ว่าด้วยการพาเด็กพิเศษไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพื่อเสริมสร้างร่างกาย และจิตใจ แม่มิ้นท์บอกว่า เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และดีใจกับกิจกรรมดังกล่าว เพราะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระให้กับเธอได้มาก เนื่องจาก ส่วนตัวไม่ค่อยได้พาน้องไปออกกำลังที่ไหนอยู่แล้ว เพราะน้องจะซนมาก ซึ่งเธอคนเดียวก็เอาไม่อยู่&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;"กิจกรรมที่น้องเข้าไปเล่น ครูฝึกจะดูพฤติกรรมก่อนว่า สามารถเล่นอะไรได้บ้าง น้องตาร์ต้าได้ฝึกถือ และโยนลูกบอล รวมถึงฝึกวิ่งบนลู่วิ่งเพื่อฝึกกล้ามเนื้อขาประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ น้องจะค่อยๆ มีสมาธิ และอยู่นิ่งได้นานขึ้น ฟังคำสั่ง และทำตามคำสั่งได้ดี ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่ค่อยเข้าใจอะไรเลย" แม่มิ้นท์เล่า&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       ก่อนที่แม่มิ้นท์จะพาน้องขึ้นรถกลับบ้าน คุณแม่ได้เชิญชวนไปยังทุกครอบครัวว่า ไม่เฉพาะแต่เด็กพิเศษเท่านั้นที่ควรจะมาเล่นที่ฟิตเนส แต่เด็กทั่วไปสามารถเข้ามาเล่นได้เช่นกัน ซึ่งนอกจากจะมีร่างกายแข็งแรงแล้ว เด็กยังได้ฝึกวินัย และการเข้าสังคมกับกลุ่มเพื่อน รวมไปถึงมีสุขภาพใจที่ดีตามไปด้วย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ถึงแม้ว่าคลาสพิเศษของกลุ่มงานบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเด็กพิการ และครอบครัวฯ ได้หมดช่วงลงไปแล้ว และจะเปิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2552 แต่ครูไทยบอกว่า ทางศูนย์บริหารกายเพื่อสุขภาพ (Fitness Center) ของมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ยังเปิดพื้นที่สนามเด็กเล่นให้กับเด็กพิเศษอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;0 ครอบครัวที่สนใจ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์บริหารกายเพื่อสุขภาพ (Fitness Center) มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต โทร.0-2244-5435 เปิดบริการทุกวันครับ 0&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-8396091860491076509?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/8396091860491076509/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_3218.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8396091860491076509'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8396091860491076509'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_3218.html' title='ดึง &quot;ฟิตเนส&quot; พัฒนาเด็กพิเศษที่ &quot;สาธิตละอออุทิศ&quot;'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-7833637715799162582</id><published>2009-05-27T07:54:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T07:55:09.780-07:00</updated><title type='text'>แม่ตั้งครรภ์ทำงานหนัก เสี่ยงทารกแรกคลอดน้ำหนักน้อย</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="250" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="250"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006060101.JPEG" width="250" height="374" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เตือนสตรีมีครรภ์ไม่ควรทำงานหนัก หรือทำงานในช่วงกลางคืน เพราะจะทำให้โอกาสเสี่ยงในการให้กำเนิดทารกน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       ทั้งนี้จากการติดตามเก็บข้อมูลจากกลุ่มสตรีมีครรภ์ที่เข้าข่าย&lt;strong&gt; "ทำงานหนัก" &lt;/strong&gt;กว่า 1,100 คนจนกระทั่งคลอดของนักวิจัยจาก University College Dublin พบว่า มารดาตั้งครภ์ 21 เปอร์เซ็นต์ให้กำเนิดทารกที่มีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       สำหรับการทำงานหนักที่นักวิจัยระบุหมายถึง การที่ต้องทำงานโดยใช้แรงเป็นหลัก หรือกลุ่มที่ต้องมาทำงานในช่วงกะกลางคืน ซึ่งมักเกิดกับกลุ่มหญิงมีครรภ์ที่มีการศึกษาไม่สูงนัก และขาดทักษะในการทำงานด้านอื่น ๆ นอกจากนั้น ยังพบความเชื่อมโยงของปัญหาด้านการทำงานอื่น ๆ เช่น &lt;span style="color:#000000;"&gt;การมีชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน (40 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์) หรืองานที่เป็นสัญญาจ้างชั่วคราว ก็มีส่วนทำให้สตรีมีครรภ์ให้กำเนิดทารกที่มีน้ำหนักน้อยกว่าสตรีมีครรภ์ที่เป็นพนักงานประจำด้วยเช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี ทางคณะผู้วิจัยจาก University College Dublin ยังไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายถึงความเชื่อมโยงในจุดนี้ได้ จึงมีเพียงความเห็นจาก &lt;strong&gt;ดร. Isabelle Niedhammer &lt;/strong&gt;หัวหน้าโครงการวิจัยดังกล่าวที่ระบุไว้ว่า &lt;span style="color:#990000;"&gt;เหตุที่ทารกแรกคลอดของหญิงที่ไม่มีความมั่นคงในเรื่องงานมีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์นั้นเป็นเพราะ งานเป็นสิ่งที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์เกิดความเครียด แถมยังเป็นงานที่ไม่มั่นคง จึงทำให้มารดาต้องกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองและเด็กตลอดเวลา ซึ่งในที่สุด ความเครียดนี้ก็ส่งผลถึงทารกในครรภ์&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       ทั้งนี้ ในการศึกษาวิจัยยังพบด้วยว่า สตรีมีครรภ์ที่มีทักษะในการทำงานไม่สูงนัก มักจะต้องรับงานหนัก และมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานกว่าคนอื่น ๆ ตลอดจนมีพฤติกรรมส่วนตัวบางประการที่ไม่เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์ เช่น สูบบุหรี่ เป็นต้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;"สตรีมีครรภ์ควรการปรึกษาแพทย์เรื่องลักษณะงานที่ทำอยู่ ตลอดจนชั่วโมงทำงาน และความเครียดที่เกิดจากการทำงานตั้งแต่ครั้งแรกที่ฝากครรภ์ เพื่อที่แพทย์จะได้ให้คำแนะนำที่เหมาะสม หรือหาทางป้องกันไม่ให้ทารกในครรภ์มีน้ำหนักน้อย รวมถึงอาจขอให้องค์กรมีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่งานเพื่อให้สามารถตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-7833637715799162582?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/7833637715799162582/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_5759.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7833637715799162582'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7833637715799162582'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_5759.html' title='แม่ตั้งครรภ์ทำงานหนัก เสี่ยงทารกแรกคลอดน้ำหนักน้อย'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-7813341761247400863</id><published>2009-05-27T07:53:00.001-07:00</published><updated>2009-05-27T07:53:52.748-07:00</updated><title type='text'>ว่าทีคุณพ่ออ้วนกันทั่วหน้าหลังเมียท้อง</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;b&gt;ผลสำรวจเผย บรรดาว่าที่คุณพ่อทั้งหลายเริ่มมีรูปร่างที่คล้าย ๆ กับคุณแม่ตั้งครรภ์กันเสียแล้ว เหตุเพราะรับประทานอาหาร - ขนมอย่างไม่หยุดยั้งจนน้ำหนักที่ขึ้นมาโดยเฉลี่ยนั้นสูงถึง 6.35 กก. ในช่วงที่ภรรยากำลังตั้งครรภ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ผลการสำรวจพบว่า จำนวนผู้ชาย 1 ใน 5 จากจำนวนทั้งหมดกว่า 5,000 คนที่กำลังจะเป็นคุณพ่อมือใหม่ในไม่กี่เดือนมีพฤติกรรมการทานอาหารที่เปลี่ยนไป เมื่อพวกเขาสามารถทานอาหารได้เยอะขึ้น ซึ่งมีอยู่ถึง 41% ที่ยอมรับว่า ตนทานขนมอบกรอบทั้งหลายที่มีอยู่ในบ้านแทบทุกวัน&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;ทั้งนี้ ผลการสำรวจ พบอีกว่า มี25%ผู้ชายที่ต้องการทานอาหารเป็นเพื่อนภรรยา ตนตั้งใจให้มีหุ่นคล้ายๆกับภรรยาในช่วงที่เธอตั้งครรภ์ เพื่อที่ว่า ภรรยาของพวกเขาจะรู้สึกดีที่แม้ว่าเธอต้องมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นก็ตาม แต่บรรดาสามีทั้งหลายยังมีคนเห็นว่าการอ้วนหรือตัวใหญ่เหมือนกันจะทำให้ภรรยาของเขาไม่รู้สึกกังวลหรืออับอายกับรูปร่างตัวเองมากนัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;ส่วนอาหารยอดฮิตสำหรับคุณผู้ชายนั้น ได้แก่ พิซซ่า ช็อกโกแลต มันฝรั่งทอดกรอบ และอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงเบียร์ด้วย ซึ่งหลังจากที่มีโอกาสตรวจสุขภาพแล้วพบว่า ผู้ชายในกลุ่มสำรวจนี้มีขนาดเอวที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างน้อย 2 นิ้ว ขณะที่ 1 ใน 4 ของคนเหล่านี้เริ่มมีปัญหาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วรู้สึกอึดอัด&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="300" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="300"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006225202.JPEG" width="300" height="200" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;อย่างไรก็ดี ว่าที่คุณพ่ออีก 19 % กล่าวว่า เพื่อนๆของเขารู้สึกว่า ต้องการลดหุ่นก่อนที่ภรรยาจะคลอด ขณะที่อีก42% นั้น สามี-ภรรยาส่วนใหญ่ กลับมองว่าควรใช้เวลาที่มีอยู่ในผับและร้านอาหาร ซึ่งควรใช้เวลาให้คุ้มค่าก่อนที่พวกเขาจะเป็นพ่อและแม่อย่างเต็มตัวในวันที่ลูกลืมตาดูโลก และมีเพียง1ใน3 เท่านั้นที่ตัดสินใจไปเที่ยวหลังจากที่ภรรยาให้กำเนิดบุตรแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ทีมสำรวจในครั้งนี้เผยว่า ในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงจะบริโภคอาหารที่มีแคลอรี่ถึง 300 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ซึ่งพวกเธอจะนิยมทานขนมอบกรอบเพื่อสุขภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารที่เธอทานลงไปด้วย แต่เมื่อผู้ชายได้กลายเป็นคนที่เจริญอาหารมากกว่าเดิม ทำให้มีผลกระทบกับผู้หญิงเป็นอย่างมาก เพราะจะเข้าข่ายสามี-ภรรยาชวนกันทานจนไม่ระวัดระวัง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ตาม โฆษกของ Fatherhood Institute เผยว่า งานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมและสุขภาพของคุณพ่อในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์นั้นสำคัญมาก มันไม่ใช่แค่เพียงตัวของคุณพ่อเท่านั้น เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้น คนเป็นแม่จะได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ๋ไปยังทารกในครรภ์ด้วย ดังนั้นว่าที่คุณพ่อทั้งหลายควรระมัดระวังในเรื่องของอาหารการกิน รวมไปถึงการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ด้วย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;em&gt;เรียบเรียงจาก บีบีซี นิวส์&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-7813341761247400863?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/7813341761247400863/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_6866.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7813341761247400863'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7813341761247400863'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_6866.html' title='ว่าทีคุณพ่ออ้วนกันทั่วหน้าหลังเมียท้อง'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-6863494453786439596</id><published>2009-05-27T07:52:00.001-07:00</published><updated>2009-05-27T08:11:04.702-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความเกี่ยวกับครอบครัว'/><title type='text'>เลี้ยงลูกตามยถากรรมทำเด็กพังทั้งชีวิต</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="366" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="366"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006338301.JPEG" width="366" height="292" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;เมื่อรูปแบบการเลี้ยงดูลูกของครอบครัวยุคใหม่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เงินทองหายากมากขึ้น สามีผู้รับบทบาทหัวหน้าครอบครัวหาเลี้ยงเพียงคนเดียวอาจไม่เพียงพอ ผู้หญิงต้องออกไปทำงานนอกบ้านหารายได้มาจุนเจือเพิ่มเติมแทนการอยู่บ้านเลี้ยงลูกเหมือนในอดีต ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ พ่อแม่ต้องนำลูกไปฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือจ้างพี่เลี้ยงมาดูแล ฯลฯ โดยไม่อาจทราบได้ว่า การดูแลนั้น ๆ จะทั่วถึง และเต็มที่หรือไม่ เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อสังคมใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เปรียบเทียบผลลัพธ์ของพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กในสไตล์ &lt;b&gt;"ตามมีตามเกิด"&lt;/b&gt; ของผู้ปกครองยุคโลกาภิวัฒน์ และ สิ่งที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทย และสังคมโลกในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยปัญหา และความรุนแรงคงจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;แนวคิดดังกล่าว ได้รับการยืนยันด้วยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาว่า การที่พ่อแม่เลี้ยงลูกโดยไม่ใส่ใจเท่าที่ควร หรือไม่ก็นำไปฝากตามสถานรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่ยังแบเบาะนั้น จะทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงต่อการมีพฤติกรรมผิดปกติและอาจเป็นโรคสมาธิสั้นมากกว่าเด็กที่ได้รับการใส่ใจอย่างเต็มที่ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเด็กเติบโตขึ้นไป และเข้าสู่ระบบการศึกษา เขาก็จะกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาสำหรับครู และเพื่อน ๆ ตลอดจนสังคมรอบข้างด้วย&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;"มีโอกาสที่เด็กกลุ่มนี้จะขาดแรงกระตุ้นในการพัฒนาตนเองด้านการศึกษา เขามักจะมีผลการเรียนไม่ดีนัก และเมื่อไม่สามารถพัฒนาทักษะด้านการเรียนให้ดีได้ โอกาสที่เด็กกลุ่มนี้จะเกเร ต่อต้านสังคม แกล้งเพื่อน หนีเรียน ติดยาเสพติด ก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น และอาจถูกชักจูงได้ง่ายจากคนที่ไม่หวังดี"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       แม้จะเป็นตัวเลขการวิจัยจากต่างแดน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเรียกได้ว่าไม่แตกต่างกันมากนัก โดยเด็ก 800 คนที่ทาง Joshua Breslau ผู้วิจัยนำมาแสดงนั้น (เป็นการเก็บข้อมูลในช่วง ค.ศ. 1980 - 2000 โดย Naomi Breslau มารดาของนักวิจัยซึ่งเป็นนักระบาดวิทยาเป็นผู้รวบรวมและทางผู้วิจัยได้นำมาใช้เปรียบเทียบกับเด็กในปัจจุบัน) ประสบปัญหาการแบ่งชนชั้นในสังคมมาโดยตลอด และยังเป็นกลุ่มที่ยากจนอีกด้วย เด็กในกลุ่มนี้พบว่ามีปัญหาทางสังคมเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น เช่น เป็นเด็กที่อ่อนไหว เศร้าสะเทือนใจง่าย คิดมาก และมีระบบการจัดการความคิดที่ไม่ดีนัก&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ซึ่งพฤติกรรมผิดปกตินี้ หากเริ่มต้นขึ้นในวัยเด็กแล้ว ปัญหาดังกล่าวจะตามหลอกหลอนคน ๆ นั้นไปตลอดชีวิต ทั้งในด้านครอบครัว การงาน ตลอดจนสังคมเพื่อนฝูง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       คำแนะนำจากงานวิจัยชิ้นดังกล่าวจึงออกมาในรูปของการมุ่งให้ความสนใจเด็กปฐมวัยให้มากขึ้น โดยเฉพาะศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่ควรรับบุคลากรเพิ่มเติม เพื่อให้เด็ก ๆ มีคนใส่ใจอย่างทั่วถึง&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;Julie Schweitzer นักวิชาการจากภาควิชาจิตวิทยา และพฤติกรรม ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส School of Medicine กล่าวว่า "พ่อแม่และครูคือบุคคลสำคัญที่จะเห็นถึงความผิดปกติในเด็กเล็กได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เด็ก 5 - 6 ขวบจะอยู่ในช่วงวัยที่สดใส ร่าเริง กระตือรือร้นในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนเด็กที่เริ่มมีอาการผิดแปลกไปจากนี้ ยกตัวอย่างเช่น ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎ หรือคำแนะนำ ของครู มีปัญหาในเรื่องการควบคุมอารมณ์ของตนเอง ไม่สามารถทำงานให้เสร็จตามเป้าหมายได้ ควรมีการปรึกษาแพทย์เพื่อรับการบำบัดต่อไป"&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       เรียบเรียงข้อมูลจากเฮลท์เดย์ นิวส์&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-6863494453786439596?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/6863494453786439596/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_27.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6863494453786439596'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6863494453786439596'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_27.html' title='เลี้ยงลูกตามยถากรรมทำเด็กพังทั้งชีวิต'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-7629690090738791220</id><published>2009-05-27T07:48:00.000-07:00</published><updated>2009-05-27T07:50:51.590-07:00</updated><title type='text'>5 เจนเนอร์เรชั่นจาก “คุณเทียด” ถึง “คุณโหลน”</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;strong&gt;ครอบครัว Bannocks กลายเป็นหนึ่งในหลายๆครอบครัวที่มีคุณเทียด (คุณแม่ของคุณทวด) คุณทวด คุณยาย คุณแม่ และเจ้าตัวเล็กที่กลายเป็นเหลน-โหลน ในเวลาเดียวกัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       หนูน้อย Ellie-Jane Bannocks วัย 6 เดือน ลูกสาวคนแรกของ Gemma Bannocks วัย 21 ปี สมาชิกใหม่ที่ทำให้ครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อ Ellie-Jane Bannocks ได้พ่วงตำแน่งถึง 4 ตำแหน่งในบ้านคือ ลูก หลาน เหลนและโหลน ของครอบครัวนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Center"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="350" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="350"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000006313901.JPEG" width="350" height="390" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;คุณเทียดMary อายุ 86(กลาง) กำลังอุ้มEllie-Jane พร้อมกับ Rita วัย62, Dawn วัย 43 และGemma วัย 21-ภาพจากเดลี่เมลล์&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       ทั้งนี้ ครอบครัว Bannocks ประกอบไปด้วย คุณเทียด Mary Pittman อายุ 86 ที่มีลูกสาวชื่อ Rita อายุ 62 ปี ซึ่ง Rita นั้นมีลูกชาย 1 คนและลูกสาว 2 คน โดย หนึ่งในลูกสาวของเธอที่มีชื่อว่า Dawn นั้นมีครอบครัวแล้ว&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       และเมื่อ Dawn วัย 43 ปี ที่มีศักดิ์เป็นหลานของ Mary มีลูกสาวชื่อ Gemma ลูกสาวของเธอจึงกลายเป็นหลานของ Rita และเป็นเหลนของ Mary แต่สมาชิกในบ้านยังไม่สิ้นสุดแค่เหลน เมื่อGemma วัย 21 ปี เพิ่งให้กำเนิดลูกสาววัย 6 เดือนชื่อ Ellie-Jane&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;อย่างไรก็ดี Dawn Bannocks คุณแม่ของ Gemma และเป็นคุณยายของ Ellie-Jane กล่าวว่า ในครั้งแรกค่อนข้างสับสนกับการลำดับคนในครอบครัว แต่คุณเทียด (Mary:86 ปี) และคุณทวด (Rita:62ปี) ไม่สับสนแม้แต่น้อย อีกทั้งยังจำชื่อลูกหลานได้แม่นยำอีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       ขณะที่ Gemma คุณแม่ยังสาวเผยว่า “รู้สึกดีที่มีทั้งคุณเทียด คุณทวดและคุณยาย พร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัว ซึ่งท่านทั้งสามเลี้ยงดู Ellie-Jane เสมือนเพชรเม็ดงามเลยทีเดียว”&lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;       &lt;em&gt;เรียบเรียงจาก เดลี่เมลล์&lt;/em&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-7629690090738791220?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/7629690090738791220/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/5.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7629690090738791220'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7629690090738791220'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/5.html' title='5 เจนเนอร์เรชั่นจาก “คุณเทียด” ถึง “คุณโหลน”'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-7373033411587325916</id><published>2009-05-10T09:59:00.000-07:00</published><updated>2009-05-10T10:01:58.876-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>"ปรับ 4 เติม 3" สูตรรับมือวิกฤติ! สร้างสุขให้ชีวิต</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="250" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="250"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005415201.JPEG" width="250" height="330" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;ถ้าถามคุณผู้อ่านว่ารู้จัก IQ EQ และ MQ กันหรือไม่? คงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้จัก แต่ถ้าถามว่ารู้จัก RQ กันหรือเปล่า? คงจะดูไม่คุ้นกันเลยใช่ไหมครับ เพราะไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันมากนัก แต่รู้ไหมครับว่า คำๆ นี้มีความสำคัญมากต่อการเอาชนะปัญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพื่อให้รอดพ้นผ่านไปได้อย่างราบรื่น&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       ซึ่งแน่นอนว่า ปัญหาบางเรื่องเป็นเรื่องใหญ่ หนักหนา สาหัส และไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดกับตัวเราเอง หรือญาติพี่น้องของเรา เช่น ตกงาน เป็นคดีความ หรือความขัดแข้งในครอบครัวรุนแรง เป็นต้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       วันนี้ทีมงานจึงขอนำเรื่อง &lt;strong&gt;RQ&lt;/strong&gt; หรือ &lt;strong&gt;Resilience Quotient&lt;/strong&gt; ที่หมายถึง &lt;strong&gt;"พลังสุขภาพจิต"&lt;/strong&gt; มาพูดให้ติดหู และติดปากกันสักหน่อย เพราะเป็นความสามารถทางอารมณ์ และจิตใจในการปรับตัว และฟิ้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ ภายหลังจากที่พบกับเหตุการณ์วิกฤติ หรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความยากลำบากในชีวิต&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;RQ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หรือ &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;พลังสุขภาพจิต&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เป็นความสามารถของคนที่มีอยู่แล้วในตัวเอง และนำมาใช้เมื่อต้องเอาชนะปัญหา อุปสรรค หรือความยากลำบากที่เกิดขึ้น ผู้ที่มีพลังสุขภาพจิตจำนวนมาก สามารถใช้วิกฤติเป็นโอกาส สามารถยกระดับความคิด จิตใจ และการดำเนินชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นได้ หลังจากเหตุการณ์ที่ไม่ดีผ่านพ้นไป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       คำว่า RQ นั้นสร้างไม่ยากครับ ทางกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงแนะแนวทางด้วยวิธีปรับ 4 เติม 3 สูตรสร้างพลังสุขภาพจิต รับมือวิกฤติ ไว้สำหรับทุกคน และทุกครอบครัว โดยมีหลักง่ายๆ ดังนี้ครับ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;"ปรับ 4" เริ่มจาก "ปรับอารมณ์"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       เมื่อเกิดปัญหา/อุปสรรคที่เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต คนเรามักจะตกใจ และมีความรู้สึกต่างๆ ที่รุนแรง จนควบคุมตัวเองไม่ได้ สิ่งแรกจึงต้องพยายามตั้งสติ อยู่ในที่เงียบๆ หรือหาคนปลอบใจ หลังจากนั้นหาทางออกในการระบายความกดดันอย่างเหมาะสม เช่น การออกกำลังกายเพื่อระบายความโกรธ หันเหความสนใจไปเรื่องอื่นเพื่อปรับอารมณ์ เมื่อใดที่รู้สึกท้อ ขอให้บอกกับตัวเองว่า เราต้องสู้ ยังมีคนที่ทุกข์กว่าเราตั้งเยอะ คิดถึงความสำเร็จของเรา และของครอบครัว หากอดทนต่อสู้กับปัญหา&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;"ปรับความคิด"&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       การที่จิตใจสงบลงทำให้คนเราคิดเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลได้มากขึ้น การปรับความคิดทำได้หลายวิธี เช่น เปรียบกับคนที่แย่กว่าเรา ลองมองส่วนดีที่เหลืออยู่ หรือมองว่าเป็นธรรมดา หรือมันก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัว การปรับความคิดจะทำให้เรายอมรับว่ามีปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น และมีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป เพราะการที่เรายอมรับความจริง ปัญหาทุกอย่างจะถูกแก้ไขอย่างตรงจุด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;"ปรับการกระทำ"&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เมื่ออารมณ์ ความคิดกลับมาเป็นปกติ และมีกำลังใจที่จะต่อสู้แล้ว ก็ต้องลงมือทำในสิ่งที่คิดไว้เพื่อแก้ปัญหา/อุปสรรค เช่น เปลี่ยนจากคนที่นอนกินเล่นอยู่กับบ้าน มามุ่งมั่นหางาน สร้างรายได้ให้กับครอบครัว หรือ เปลี่ยนจากคนที่เก็บปัญหา เป็นคนเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาส ด้วยการเจริญสติ และวางแผนชีวิตให้มีเส้นที่ชัดเจน ว่าวันนี้จะทำอะไร ได้อะไร และตอบกับตัวเองให้ได้ว่า แล้วทำไปทำไม เพื่อให้ชีวิตมีธง และดำเนินต่อไปข้างหน้าต่อไปได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;"ปรับเป้าหมาย"&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ปัญหาที่หนักหนา อาจจะทำให้เราทำตามความต้องการไม่ได้ จำเป็นต้องยืดหยุ่น ปรับเป้าหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เช่น อยากซื้อรถสัก 1 คัน แต่ตัวเองยังตกงาน หรือครอบครัวยังเป็นหนี้อยู่ จึงต้องออกหางานเพื่อทำงาน และหาเงินมาใช้หนี้ และจุนเจือครอบครัว ส่วนเป้าหมายเรื่องรถ คงต้องเลื่อนออกไปก่อน เป็นต้น ดังนั้นการจะตัดสินใจทำอะไรก็ควรไตร่ตรอง และถามตัวเองด้วยว่า การตัดสินใจนี้จะเกิดผลดี หรือผลเสียต่อตัวเอง และคนที่อยู่รอบข้างหรือไม่ อย่างไร?&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;"เติม 3" เริ่มจาก "เติมศรัทธา"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ความเชื่อ ความศรัทธา ทำให้คนเรามีจิตใจที่เข้มแข็ง และมีความหวัง เช่น เชื่อว่าชีวิตมีช่วงขึ้น และลง วันนี้มีปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเงินในครอบครัว หรืออื่นๆ หากอดทน และพยายามแก้ไข วันข้างหน้าก็ต้องดีขึ้น เพราะเชื่อซะอย่าง ว่าเราต้องผ่านมันไปให้ได้ บางศาสนาเขาบอกให้มนุษย์คิดอยู่เสมอว่า "ความลำบาก" เป็นเครื่องทดสอบความเข้มแข็ง ฉะนั้นเราต้องยอมรับ และอยู่ต่อไปให้ได้ นอกจากนี้อาจใช้ความศรัทธาทางศาสนามาใช้ก็ได้ผลดี จะทำให้เราใจเย็น และมีสติขึ้น&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;"เติมมิตร"&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       การผูกมิตร หรือให้ความช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่ทำได้ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อเราเผชิญกับปัญหาบางอย่างที่เกินจะรับมือได้ มิตรที่ดีจะช่วยให้คำปรึกษา หรือพึ่งพิง ซึ่งบางคนอาจจะคิดเกรงใจ ไม่อยากรบกวน และแก้ปัญหาอยู่คนเดียว แต่ถ้าเป็นเรื่องของความอยู่รอดก็จำเป็นที่จะต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ที่สำคัญ คนในครอบครัวถือเป็นมิตรที่ดี และเข้าใจเรามากที่สุด มีอะไรก็ขอให้คุยกันในครอบครัว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="font-size:100%;color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;"เติมใจกว้าง"&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เมื่อมีปัญหา คนเรามักใช้วิธีการแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม ลองศึกษาวิธีที่แตกต่างออกไป หรือเข้าใจความรู้สึก ความคิดของคนอื่นที่แตกต่างจากเรา อาจทำให้มองปัญหาได้รอบด้านขึ้น ได้ข้อมูลมากขึ้น มีจิตใจกว้างขึ้น และเห็นทางออกของปัญหาได้มากขึ้นตามไปด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;เอาเป็นว่า ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ ถ้าใครใช้แล้วได้ผลอย่างไร นำมาเขียนบอกให้อ่านกันบ้างนะครับ หรือถ้าใครมีวิธีอื่นที่ใช้แล้วได้ผลกับตัวเองจริงๆ สามารถนำมาแลกเปลี่ยนกันได้เช่นกัน เพื่อที่ว่าคนอ่านท่านอื่นจะได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และชีวิตครอบครัวกันได้บ้างครับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;ถ้าใครในครอบครัว อยากเช็กพลังสุขภาพจิตของตัวเอง สามารถเข้าไปทำแบบประเมินออนไลน์ของกรมสุขภาพจิตได้ที่ &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;a href="http://manager.co.th/Family/%3C/STRONG%3E%3CA%20target=" target="_blank"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;http://www.jvkk.go.th/jvkkfirst/test/RQ/mainRQ.htm&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;" CLASS="innerlink" TARGET="_blank"&gt;&lt;u&gt;&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;u&gt;&lt;a target="_blank" href="http://www.jvkk.go.th/jvkkfirst/test/RQ/mainRQ.htm"&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;strong&gt;แบบทดสอบ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;strong&gt;เพื่อใช้วัดความสามารถทางอารมณ์ และจิตใจในการเผชิญปัญหาวิกฤติ เรียกว่า การประเมินอาร์คิว (RQ : Resilience Quotient)&lt;/strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;strong&gt;ซึ่งหากประเมินแล้วพบว่ามีองค์ประกอบในด้านใดต่ำกว่าเกณฑ์ สามารถพัฒนาตนในด้านนั้นๆ ให้มากขึ้นได้&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-7373033411587325916?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/7373033411587325916/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/4-3.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7373033411587325916'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7373033411587325916'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/4-3.html' title='&quot;ปรับ 4 เติม 3&quot; สูตรรับมือวิกฤติ! สร้างสุขให้ชีวิต'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-4023203522516328286</id><published>2009-05-10T09:56:00.000-07:00</published><updated>2009-05-10T10:01:34.539-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>"มหัศจรรย์นมแม่" ป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="250" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="250"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005547501.JPEG" width="250" height="322" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;ในช่วงที่การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กำลังเป็นที่วิตกกังวลของประชาคมโลก หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่า สิ่งใกล้ตัวอย่างน้ำนมแม่นั้น สามารถป้องกันทารกน้อยๆ จากโรคระบาดนี้ได้ ล่าสุดทางสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีได้ให้คำแนะนำกับบรรดาคุณแม่ที่ให้นมลูกว่า &lt;span style="color:#990000;"&gt;"ควรอย่างยิ่งที่จะให้นมลูกต่อ"&lt;/span&gt; เพื่อปกป้องลูกรักจากการติดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร&lt;/strong&gt; ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และรองประธานศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับน้ำนมแม่ว่า &lt;span style="color:#990000;"&gt;ปกติเด็กที่กินนมแม่ จะมีโอกาสเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆน้อยกว่าเด็กที่กินนมผสม 2-10 เท่า เนื่องจากในน้ำนมแม่จะมีสารภูมิคุ้มกันหลากหลายชนิดที่จะช่วยปกป้องลูก ในกรณีไข้หวัดใหญ่จะเป็นสายพันธุ์ใหม่หรือสายพันธุ์เก่า เมื่อแม่มีการติดเชื้อ ในน้ำนมแม่ก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนั้น สามารถส่งต่อให้กับทารกได้ในระหว่างการให้นม การยังคงให้นมแม่จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่แม่จะมอบความปลอดภัยให้กับลูกได้&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       “ระบบภูมิคุ้มกันของทารกและเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กใน 2 ขวบปีแรก ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ การได้รับน้ำนมแม่จึงเป็นการเสริมภูมิคุ้มกัน สารหลายตัวในนมแม่ช่วยพัฒนาความสามารถระบบภูมิคุ้มกันของลูกให้แข็งแรงขึ้น เพื่อพร้อมในการต่อสู้กับการติดเชื้อต่างๆ นับเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ส่งภูมิคุ้มกันผ่านนมแม่ช่วยดูแลทารกให้ปลอดภัย เราไม่สามารถเติมความมหัศจรรย์นี้ในนมผสมได้”&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สำหรับแม่ที่ป่วยด้วยโรคนี้ ถึงแม้ข้อมูลการติดต่อของโรคนี้ทางนมแม่ยังไม่ชัดเจน ศูนย์ควบคุมโรค ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่ข้อมูลยืนยันว่า ในระยะระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ แม่ที่ให้นมลูกควรต้องให้นมแม่ต่อ พร้อมอ้างถึง กรณีระยะระบาดของไข้หวัดใหญ่ธรรมดาซึ่งมีเป็นระยะทุกปี &lt;strong&gt;พบน้อยมากที่ลูกจะติดโรคไข้หวัดใหญ่ผ่านน้ำนมแม่&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นสำคัญก็คือ ณ เวลาที่แม่มีอาการของไข้หวัดใหญ่ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ ต้องป้องกันการแพร่เชื้อทางการหายใจ การไอจามรดหน้าลูก แม่จึงควรใส่ผ้าปิดปาก หรือใช้หน้ากากอนามัย ระหว่างให้นมลูก หรือกรณีถ้าแม่ป่วยมาก ไอมาก กังวลใจมากว่าลูกจะติด ก็สามารถแยกอยู่กับลูก แต่ต้องบีบน้ำนมแม่ ออกบ่อยๆ เพื่อยังคงให้สร้างน้ำนมไว้และนำน้ำนมที่บีบไว้ป้อนให้ลูกโดยใส่แก้วหรือช้อนหรือขวดได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ศิริลักษณ์ ถาวรวัฒนะ หัวหน้าคลินิกนมแม่สถาบันสุขภาพเด็ก กล่าวเสริมว่า นมแม่ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะทารกครบกำหนด ในทารกคลอดก่อนกำหนด การให้ลูกกินนมแม่ก็จะช่วยปกป้องจากการติดเชื้อโรคอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน และยังทำให้ทารกมีโอกาสมีการพัฒนาทางสมองได้ดีกว่า&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;“ในระหว่างที่โรคนี้มีการระบาด พ่อแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิด และควรจะต้องดูแลสุขอนามัยมากเป็นพิเศษ ล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ ทั้งพ่อแม่และลูก ไม่เอามือสกปรกจับหน้า เข้าปาก ของเล่นหมั่นล้างทำความสะอาด รวมทั้งไม่ไอหรือจามใส่หน้ากัน หากพ่อแม่ หรือลูกป่วย ไอหรือจามบ่อยๆ ควรหาผ้าปิดปากมาใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคด้วย” หัวหน้าคลินิกนมแม่สถาบันฯกล่าวในที่สุด&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-4023203522516328286?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/4023203522516328286/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_10.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/4023203522516328286'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/4023203522516328286'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_10.html' title='&quot;มหัศจรรย์นมแม่&quot; ป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-4422555470479106261</id><published>2009-05-09T11:05:00.000-07:00</published><updated>2009-05-09T11:09:13.761-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พาลูกเที่ยว'/><title type='text'>พาลูกเที่ยวเขาดิน</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; "&gt;&lt;b&gt;ด้วยราคาบัตรผ่านประตูที่ไม่แพงนัก แลกกับการได้เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจชมสิงสาราสัตว์นานาชนิดใจกลางกรุง ทั้งเก้ง กวาง ช้างตัวใหญ่ ไล่ไปจนถึงนกนานาพันธุ์ และสัตว์แปลก ๆ จากซีกโลกอื่น เช่น จิงโจ้ เพนกวิน ฯลฯ "สวนสัตว์เขาดิน" ในห้วงคำนึงของผู้ใหญ่หลายคนจึงเป็นสิ่งไม่น่าพลาดที่จะพาบุตรหลานมาสัมผัสบรรยากาศดังกล่าว &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทุกวันนี้เขาดินก็ยังคงมีกลิ่นอายของเขาดินที่ยากจะเปลี่ยนแปลง กับสระน้ำขนาดใหญ่ใจกลาง พร้อมเรือถีบรูปเป็ด ซึ่งหากใครที่ชื่นชอบความเป็นเขาดินที่มีบรรยากาศสงบเงียบ ก็อาจเลือกมาเที่ยวชมได้ในวันธรรมดา แต่หากเลือกมาในช่วงเสาร์อาทิตย์ก็คงหนีไม่พ้นบรรยากาศครึกครื้น เต็มไปด้วยผู้คนและการแสดงต่าง ๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แม้ขนาดของสวนสัตว์เขาดินจะไม่กว้างนัก สามารถเดินเล่นได้ครบรอบด้วยตัวเอง แต่ทางสวนสัตว์ก็จัดรถนำชมนำเที่ยวเอาไว้เช่นกัน บนรถจะมีวิดีโอบรรยายสถานที่แต่ละแห่งที่รถคันนี้ผ่าน และบอกเล่าจุดสำคัญ ๆ ของสวนสัตว์เอาไว้ด้วย ซึ่งข้อดีของการนั่งรถก็คือ สามารถขึ้นลงได้ไม่จำกัดใน 1 รอบการนำเที่ยวจากจุดพักรถ 4 แห่ง เราอาจจะขึ้นจากจุดที่ 1 นั่งดูไปเรื่อย ๆ ว่ามีสัตว์อะไรบ้างในเส้นทางที่ผ่านมา ถ้ามีสัตว์ที่เราสนใจก็ค่อยลงแล้วเดินย้อนมาดูในจุดที่หมายตาไว้ จากนั้น ค่อยกลับมารอขึ้นรถคันต่อไป เพื่อเดินทางไปยังจุดอื่น ๆ ของสวนสัตว์ต่อ สนนราคาค่าตั๋ว 20 บาท&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี สำหรับครอบครัวมาเที่ยวจนคุ้นเคยดีกับสวนสัตว์เขาดินแล้ว คงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าได้พาบุตรหลานเที่ยวชมในกรงสัตว์ที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ &lt;b&gt;และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็ควรมี "แผนที่" ที่มีข้อมูลละเอียดชัดเจนเพียงพอ เพราะในสวนสัตว์ หรือแม้กระทั่งสวนสนุกของประเทศอื่น ๆ การทำ "แผนที่" ให้น่าสนใจ และใส่รายละเอียดต่าง ๆ ที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องทราบเอาไว้อย่างครบถ้วนเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งข้อดีของการมีแผนที่นำทางที่ละเอียดชัดเจนก็คือ นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ที่เขาสนใจได้ด้วยตัวเอง และเดินทางไปเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย โอกาสจะถามทาง กับเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ก็จะน้อยลง ช่วยประหยัดเวลาให้เจ้าหน้าที่ไปทำประโยชน์อื่น ๆ หรือไปทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดได้ด้วย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;นอกจากนั้น ทีมงานเองก็เชื่อว่า การให้ข้อมูล "ที่ชัดเจนและดีที่สุด" เท่าที่จะสามารถจัดหาได้ ไปอยู่ในมือของนักท่องเที่ยวที่เข้าชมสวนสัตว์ได้นั้น หมายถึงการให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสพก "ไกด์ส่วนตัว" ตามติดไปได้ทุกแห่งเลยทีเดียว แถมหากทำแผนที่ดี ๆ บางครอบครัวอาจเก็บเป็นของที่ระลึกกลับบ้านได้เช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       วันที่ทีมงานมีโอกาสแวะเวียนไปเดินเขาดิน เราได้เห็นละมั่งพันธุ์ไทยที่เอกสารระบุเอาไว้ว่าเป็นละมั่งพันธุ์ไทยฝูงสุดท้ายที่เหลืออยู่ จากเดิมที่เคยมีอยู่ทั่วไปในภาคอีสาน และภาคตะวันออก รวมถึง "หลุมหลบภัย" ที่ในอดีตเคยเป็นหลุมหลบภัยสาธารณะในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งในเอกสารแจกระบุเอาไว้ว่าเป็นถึง "Unseen Thailand" เลยทีเดียว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ส่วนจุดสนใจใหญ่ ๆ ในสวนสัตว์หนีไม่พ้น สัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ช้าง ฮิปโป กวาง เก้ง สมเสร็จ ตลอดจนหมีชนิดต่าง ๆ แต่ในวันอากาศร้อน ๆ ก็อาจได้เห็นสัตว์ค่อนข้างหงอย บ้างก็นอนเฉย ๆ ในกรง ไม่ทำกิจกรรมต่าง ๆ มากนัก กับภาพที่เห็นเหล่านี้ อาจทำให้รู้สึกสงสารสัตว์เหล่านั้นมากขึ้นไปด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านใดสนใจจะกลับไปย้อนรำลึกความหลังครั้งยังเป็นเด็กที่เขาดิน ตลอดจนให้ลูก ๆ ได้สัมผัสถึงบรรยากาศดังกล่าว เราเชื่อว่า ณ สวนสัตว์แห่งนี้ยังมีอดีตที่น่าจดจำอยู่เต็มไปหมด เด็ก ๆ จะได้สัมผัสบรรยากาศเช่นเดียวกับที่คุณพ่อคุณแม่เคยได้สัมผัสแน่นอน อย่างไรก็ดี ถ้าหากมองต่อไปถึงอนาคตแล้ว ทีมงานเองยังหวังว่า จะมีสิ่งที่เรียกว่า &lt;b&gt;"การพัฒนาในเชิงสร้างสรรค์"&lt;/b&gt; เตรียมไว้รองรับสวนสัตว์แห่งนี้ด้วยเช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;ตารางการแสดง &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;       จันทร์ - ศุกร์ 11.15 น. / 13.30 น. / 14.30 น.&lt;br /&gt;       เสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 11.15 น. / 13.15 น. / 14.15 น. / 15.15 น. และ 16.15 น.&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;เวลาในการเปิด-ปิด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;       ช่วงเวลาปกติ 8.00 - 18.00 น. (เปิดบริการทุกวัน)&lt;br /&gt;       ช่วงเวลาพิเศษ 18.00 - 21.00 น. (เฉพาะศุกร์ เสาร์ อาทิตย์)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-4422555470479106261?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/4422555470479106261/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_5801.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/4422555470479106261'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/4422555470479106261'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_5801.html' title='พาลูกเที่ยวเขาดิน'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-6373870597910404938</id><published>2009-05-09T11:00:00.000-07:00</published><updated>2009-05-09T11:08:03.157-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>เด็ก-เซ็กซ์-ทีวี” เรื่องเดิมๆที่รุนแรงกว่าเดิม</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="199" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="199"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005495601.JPEG" width="199" height="300" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ท&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;นักวิจัยเผย ภาพวาบหวิว ฉากเลิฟซีน บทชิงรักหักสวาทและสิ่งยั่วยุเรื่องเพศต่างๆ จากรายการโทรทัศน์ได้กลายเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กๆมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นกว่าเดิม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นักวิจัยจากโรงพยาบาลเด็กในบอสตันเผยว่า จากการศึกษาเรื่องพฤติกรรมของเด็กกับการดูรายการโทรทัศน์ที่ไม่เหมาะสมกับวัย พบว่าทั้งภาพยนตร์และละครที่มีฉากวาบหวิว รวมไปถึงรายการที่นำเสนอในเรื่องเพศ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมเลียนแบบจากสิ่งที่พวกเขาได้ดูทางโทรทัศน์โดยปราศจากผู้ปกครองที่ควรให้คำแนะนำและเอาใจใส่&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;ทั้งนี้ จากการศึกษาเด็กๆ 754 ราย ที่ทีมงานเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการดูรายการโทรทัศน์ต่างๆ ตั้งแต่พวกเขายังเด็กจนกระทั่งถึง 5 ปีที่แล้ว ที่เด็กๆกลุ่มนี้มีอายุระหว่าง 12-18 ปี พวกเขาได้เผยว่า เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เด็กกลุ่มนี้ยอมรับว่าเขามีเพศสัมพันธ์เร็วกว่าเพื่อนคนอื่น โดยส่วนหนึ่งมาจากการที่เห็นตัวอย่างต่างๆในสื่อโทรทัศน์ โดยเฉพาะฉากเลิฟซีนที่ไม่มีการเซ็นเซอร์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะทราบดีว่า ฉากเลิฟซีน หรือบทชิงรักหักสวาทในจอตู้นั้นมีส่วนทำให้เด็กๆที่ไม่สามารถแยกแยะได้ นำไปปฏิบัติจนกลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ แต่จากการศึกษาอย่างละเอียดในครั้งนี้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ในทุกๆชั่วโมงนั้น จะมีเด็กๆที่มีอายุ 6-8 ปีนั่งดูละคร ภาพยนตร์และรายการต่างๆที่เป็นรายการเฉพาะกลุ่ม หรือ เรท "ฉ" วันละ 2 เรื่องโดยประมาณ และคิดเป็นร้อยละ 33 ของเด็กวัยเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าเด็กเหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อของสื่อติดลบ และตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="312" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="312"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005495602.JPEG" width="312" height="170" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ท&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       ดร. Hernan Delgado หนึ่งในทีมงานของ the Division of Adolescent/Young Adult Medicine เผยว่า รายการโทรทัศน์และละครต่างๆที่มุ่งเสนอในเรื่องของเพศสัมพันธ์ได้กลายเป็นสาเหตุยั่วยุทางเพศที่กระตุ้นให้เด็กๆที่ได้ดูรายการเหล่านี้เกิดความอยากลองด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;และจากการสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการดูโทรทัศน์โดยปราศจากผู้ใหญ่คอยแนะนำนั่นเอง เด็กๆที่เคยดูรายการประเภท “ฉ” หรือดูฉากเลิฟซีนรวมไปถึงฉากชิงรักหักสวาทจนเป็นความคุ้นชินนั้น เด็กผู้ชายส่วนใหญ่มักอยากเป็นพระเอกเพียงเพราะอยากได้ข่มขืนนางเอก ในขณะที่เด็กผู้หญิงเองก็อยากเล่นบทนางร้ายมากกว่าบทนางเอกด้วยเหตุผลที่ว่า นางร้ายหรือตัวอิจฉามักจะได้หลับนอนกับพระเอกก่อนนางเอก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ตาม การศึกษาพฤติกรรมของเด็กที่ได้รับอิทธิพลจากโทรทัศน์ในครั้งนี้ นับว่าเป็นสัญญาณเตือนผู้จัดละครและรายการต่างๆมากขึ้น ในเรื่องที่นอกจากตัวเลขผลกำไรแล้ว ระดับของจริยธรรมและจรรยาบรรณนั้นยังหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ความบันเทิงที่มุ่งสร้างความนิยมของคนดูนั้นมันคุ้มกับจิตสำนึกของเยาวชนที่อ่อนแอมากน้อยแค่ไหน!!&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;em&gt;เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจาก เฮลท์ นิวส์&lt;/em&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-6373870597910404938?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/6373870597910404938/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_9065.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6373870597910404938'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6373870597910404938'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_9065.html' title='เด็ก-เซ็กซ์-ทีวี” เรื่องเดิมๆที่รุนแรงกว่าเดิม'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-3452537827936194516</id><published>2009-05-09T10:52:00.000-07:00</published><updated>2009-05-09T11:09:13.761-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พาลูกเที่ยว'/><title type='text'>พาลูกเข้าวัด</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma;"&gt;&lt;strong&gt;“วันวิสาขบูชา”วันนี้หลายครอบครัวอาจมีโปรแกรมพาลูกเข้าวัดทำบุญตั้งแต่เช้าตรู่ ในขณะที่บางครอบครัวอาจติดภารกิจบางอย่างจนพลาดโอกาสตักบาตรในช่วงเช้า อย่างไรก็ดียังมีกิจกรรมดีๆอีกหนึ่งกิจกรรมในช่วงค่ำคืนที่พ่อแม่ไม่ควรพลาดนั่นคือ การพาลูกไปเวียนเทียน ตามแบบพุทธศาสนิกชน&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       นับตั้งแต่ช่วงเช้ารับอรุณ หลายคนตั้งใจนุ่งขาวห่มขาว และพาลูกตักบาตรเพื่อให้เขาเรียนรู้แบบแผนปฏิบัติของศาสนาพุทธโดยที่มีพ่อแม่คอยช่วยเหลือและสร้างบุญไปพร้อมกัน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;“คุณแม่พิสมัย สมปราชญ์”&lt;/strong&gt; ที่ควงคู่มาตักบาตรกับ &lt;strong&gt;“น้องเจ้าสัว-กษิดิษฎ์” &lt;/strong&gt;วัย5ขวบ กล่าวว่า ครอบครัวของเราทำบุญกันเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งเราจะสอนให้ลูกหยอดกระปุกออมสินเพื่อให้เขานำเงินตรงนั้นมาทำบุญ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;“ครอบครัวส่วนใหญ่มักใช้เวลาไปกับการทำงาน จนพ่อแม่หลายคนอาจหลงลืมดูแลใจของลูก ดังนั้นวันสำคัญทางศาสนาก็อาจเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้สอนลูกผ่านงานบุญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้พ่อแม่ทุกคนมั่นใจได้เลยว่า สิ่งเหล่านี้จะซึมซับเขาไปในหัวใจของลูก เขาจะนิ่ง ไม่ใจร้อน เพราะธรรมที่พ่อแม่เป็นผู้หยิบยื่น” คุณแม่พิสมัยกล่าว&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       ในขณะที่ &lt;strong&gt;“ลดาวัลย์ กัจฉมาภรณ์”&lt;/strong&gt; คุณแม่ของ&lt;strong&gt;“น้องแอล-ณัฎฐธิดาและน้องเอส-ณัฐรัตน์”&lt;/strong&gt; ที่ตั้งใจพาลูกมาสร้างบุญตั้งแต่เช้าไม่แพ้ครอบครัวอื่นกล่าวว่า พวกเราจะทำบุญกันบ่อยมาก โดยเฉพาะทุกวันอาทิตย์ของต้นเดือน ลูกก็ไก้เรียนรู้จากสิ่งที่เราทำ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;“สังคมตอนนี้วุ่นวายมาก ถ้าเราไม่ปลูกฝังลูกตั้งแต่เขายังเล็ก โตขึ้นก็คงสอนยาก ลำบากในการปรับปรุง”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทั้งนี้ เมื่อวันสำคัญทางศาสนามาถึง การที่ครอบครัวชาวพุทธได้ตื่นตัวและปฏิบัติตนตามแบบอย่างของพุทธศาสนิกชนแล้ว อานิสงส์ที่ได้จากการสร้างบุญไม่ว่าจะเป็นสร้างวัก ถวายสังฆทาน ตักบาตร สวดมนต์ เวียนเทียน ฯลฯแล้ว บุญมหาศาลที่พ่อแม่จะได้รับนั่นคือ ลูกที่รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักศีลธรรม และสำนึกในพระคุณของพระพุทธเจ้านั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-3452537827936194516?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/3452537827936194516/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_09.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/3452537827936194516'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/3452537827936194516'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_09.html' title='พาลูกเข้าวัด'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-7037065706046726973</id><published>2009-05-08T02:21:00.000-07:00</published><updated>2009-05-08T02:25:43.152-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความเกี่ยวกับครอบครัว'/><title type='text'>ค่าอุปการะเลี้ยงดู กับ ค่าเลี้ยงชีพ” เมื่อหย่าใครจะเรียกร้องจากใครได้บ้าง</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="300" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="300"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005369201.JPEG" width="300" height="215" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ท&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       ค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือมักจะเรียกกันอย่างสั้นๆว่า “ค่าเลี้ยงดู” ตามกฎหมายแล้วค่าอุปการะเลี้ยงดูมีอยู่สองประเภท คือ ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา กับ ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตร ในที่นี่ที่จะพูดถึงก็คือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรซึ่งมีข้อน่าสงสัยว่าจะเรียกร้องกันได้แค่ไหนเพียงไรนั้น มีตัวอย่างของปัญหาที่น่าสนใจมาให้พิจารณากัน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นางสวยและนายแสนจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายอยู่กินกันจนมีบุตรด้วยกันหนึ่งคนคือเด็กชายฟลุ๊ค นางสวยและนายแสนประกอบอาชีพขายเครื่องเสียง วิทยุ โทรทัศน์ รวมถึงรับซ่อมวิทยุ โทรทัศน์ในบ้านที่อยู่ร่วมกัน ในร้านมีสินค้าและมีเงินหมุนเวียนในปการประกอบธุรกิจประมาณ ห้าแสนบาท ต่อมานายแสนกับนางสวยเกิดทะเลาะวิวาทมีปากเสียงกันอย่างแรง นายแสนจึออกจากบ้านไปแล้วไม่กลับมาเป็นเวลากว่าปีเศษโดยออกไปทำอาชีพรับซ่อมวิทยุ โทรทัศน์เองตามลำพัง ส่วนนางสวยก็ขายเครื่องเสียง วิทยุ โทรทัศน์ต่อไปรวมทั้งเนผู้ดูแล เด็กชายฟลุ๊ค เพียงคนเดียวมาโดยตลอด&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;อยู่มาวันหนึ่งนายแสนต้องการเป็นอิสระจากนางสวยจึงมาฟ้องหย่าจากนางสวยโดยอ้างเหตุหย่าว่า นางสวยไม่ช่วยทำมาหากินและจงใจทิ้งร้างตนเป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งปีขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากนางสวย นางสวยให้การและฟ้องแย้งว่าตนไม่ได้เป็นฝ่ายทิ้งร้างนายแสน นายแสนต่างหากที่เป็นฝ่ายทิ้งร้างเธอ ไม่ดูแลเลิ้งดูเธอและลูกเลยและขอให้นายแสนจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ทั้งยังขอให้นายแสนจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่ตนเป็นรายเดือนด้วยหากศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะการหย่ากันนั้นทำให้เธอยากจนลงด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="300" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="300"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005369202.JPEG" width="300" height="199" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ภาพจากอินเทอร์เน็ท&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;กรณีเช่นนี้ศาลจะบังคับให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของนายแสนและนางสวยได้หรือไม่?&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       กรณีที่นายแสนอ้างเหตุหย่าว่านางสวยทิ้งร้างตนไปนั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากข้อเท็จจริงว่านางสวยไม่ได้ทิ้งร้างนายแสนไปไหนเลย นายแสนนั่นแหละเป็นฝ่ายที่ออกจากบ้านที่อยู่ร่วมกันนั้นไปเองและไม่ยอมกลับมาเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี เหตุที่นายแสนฟ้องหย่านางสวยจึงฟังไม่ขึ้นจะอ้างว่านางสวยทิ้งร้างนายแสนไปไม่ได้ ส่วนเรื่องค่าเลี้ยงดูที่นางสวยเรียกร้องเอาจากนายแสนนั้น&lt;span style="color:#990000;"&gt;ตามหลักกฎหมายเรื่องค่าเลี้ยงดูนี้ บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตร ในระหว่างที่บุตรยังเป็นผู้เยาว์อยู่ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564) ดังที่เห็นได้จากกฎหมายซึ่งได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของทั้งบิดา และมารดาทั้งสองที่จะต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตร ไม่ว่าตัวบิดามารดานั้นจะได้อยู่ด้วยกันหรือไม่ หรือได้หย่าขาดจากกันหรือไม่ ดังนั้นจากการที่นางสวยจะต้องเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเด็กชายฟลุ๊คเพียงลำพังโดยที่นายแสนไม่ได้มาให้การอุปการะเลี้ยงดูด้วยเลยตั้งแต่ที่ได้ออกจากบ้านไป เมื่อนางสวยยังคงเป็นผู้ปกครองดูแลบุตรอยู่ตราบใดก็ย่อมมีสิทธิที่จะเรียกให้นายแสนจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชายฟลุ๊คในส่วนที่นายแสนต้องรับผิดชอบได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่า นางสวยกับนายแสนจะได้มีการหย่าขาดจากกันแล้วหรือไม่ เพราะในกรณีเช่นนี้กฎหมายให้การคุ้มครองแก่บุตรผู้เยาว์เป็นหลัก&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       อีกประเด็นที่น่าสนใจตมข้อเรียกร้องของนางสวยก็คือ&lt;strong&gt; “ค่าเลี้ยงชีพ”&lt;/strong&gt; ในประเด็นเรื่องนี้กฎหมายวางหลักไว้ว่า&lt;strong&gt; ในคดีหย่าที่หตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียวและการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายต้องยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยได้ทำอยู่ระว่างการสมรส ฝ่ายที่ต้องจนลงมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526) ฉะนั้นถ้าศาลพิพากษาให้หย่ากันแล้ว ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม ไม่ว่าหญิงหรือชายหากต้องยากจนลงเพราะการหย่าก็มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าเลี้ยงชีพได้ &lt;/strong&gt;แต่ในกรณีนี้จะเห็นได้ว่าต่างฝ่ายก็ต่างไปมีอาชีพของตัวเอง นางสวยก็ยังคงขายเครื่องเสียง วิทยุ โทรทัศน์ต่อไป ส่วนนายแสนก็ไปเป็นช่างซ่อม นางสวยก็ไม่ได้ยากจนลงไปแต่ประการใดจากการที่นางแสนไป ทั้งในกรณีนี้ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่านายแสนอ้างเอาเหตุทิ้งร้างมาเหตุหย่ากับนางสวยไม่ได้ จึงไม่มีการหย่าขาดจากการตามกฎหมายของนางสวยและนายแสน นางสวยจึงไม่อาจเรียกร้องเอาค่าเลี้ยงชีพจากนายแสนได้เช่นกัน (เทียบเคีนงคำพิพากษาฎีกาที่ 1106/2550) จะเห็นได้ว่ากรณีแตกต่างจากไปค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เป็นหน้าที่ของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง หากอีกฝ่ายไม่ทำหน้าที่อีกฝ่ายก็เรียกร้องเอาได้โดยไม่จำต้องฟ้องหย่า ดังนั้นแม้กรณีนี้ศาลจะไม่ได้ให้ทั้งคู่หย่ากัน&lt;br /&gt;       &lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-7037065706046726973?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/7037065706046726973/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_8458.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7037065706046726973'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/7037065706046726973'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_8458.html' title='ค่าอุปการะเลี้ยงดู กับ ค่าเลี้ยงชีพ” เมื่อหย่าใครจะเรียกร้องจากใครได้บ้าง'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-6061020957919178467</id><published>2009-05-08T01:39:00.000-07:00</published><updated>2009-05-08T02:21:04.372-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>โชว์หุ่นยนต์"คอสโม"ช่วยบำบัดอาการเด็กพิเศษ</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="335" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="335"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1197530" width="335" height="231" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;ทีมวิจัยจากรัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกาพบความสำเร็จครั้งใหม่ในการนำหุ่นยนต์ &lt;span style="color:#990000;"&gt;"คอสโม (Cosmo)"&lt;/span&gt; เข้ามาช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กที่มีความผิดปกติทางการสื่อสารและอารมณ์ โดยพบว่าในช่วงเวลา 1 ปีที่ใช้หุ่นยนต์มาช่วย ทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความสุขมากขึ้น และมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาก&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ทุกวันนี้ ที่ศูนย์การแพทย์ Mayo ในย่านชานเมืองของรัฐแมรี่แลนด์ ด.ช. Kevin Fitzgerald วัย 6 ปีกับหุ่นยนต์คอสโมคู่ใจต่างกำลังเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน โดยอาการของเควินที่เป็นอยู่นั้นเริ่มปรากฏเมื่อเขามีอายุประมาณ 18 เดือน และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น developmental dyspraxia ส่งผลให้เขามีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน ทักษะบางประการเช่น การออกเสียงพยัญชนะ จึงกลายเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเด็กอย่างเควิน&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       Patty Fitzgerald มารดาของเควินกล่าวว่า "แพทย์ระบุว่าสมองของเขายังสมบูรณ์ดี ไม่มีปัญหา แต่ร่างกายกลับไม่ทำตามที่สมองสั่ง"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       หลังจากที่เข้ารับการบำบัดที่ศูนย์การแพทย์ในย่านชานเมืองแห่งนี้มาเป็นเวลานาน จนในปีที่ผ่านมา เควินก็ได้หุ่นยนต์คอสโมตัวไม่ใหญ่ไม่เล็กที่มาพร้อมปุ่มคำสั่งสีสด เข้ามาเป็นเพื่อน และทำหน้าที่ช่วยฝึกสอนไปในตัว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;ความหวังที่เลือนรางของครอบครัว Fitzgerald เริ่มกลับมาฉายแสงอีกครั้ง เมื่อเควินได้มีเพื่อนใหม่ตัวไม่ใหญ่ไม่เล็กที่มาพร้อมปุ่มคำสั่งสีสด และโปรแกรมในการขยับร่างกาย ออกเสียง เคลื่อนไหวไปรอบ ๆ โต๊ะ ฯลฯ คอสโมได้ช่วยทำให้เควินมีพัฒนาการด้านร่างกายเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งในทางการแพทย์แล้ว พวกเขาได้แนวทางในการช่วยเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการจากคอสโมกันมากมาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Right"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="300" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="300"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1197528" width="300" height="227" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;โครินนา ลาธาน หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ AnthroTronix บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       สำหรับหุ่นยนต์คอสโม หากพิจารณาในเชิงของวิศวกรรมศาสตร์ หลายคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ "ธรรมดา" มาก ๆ มีแค่ข้อต่อสำหรับควบคุมการเคลื่อนไหว 9 ชิ้นประกอบกันเท่านั้น แต่คอสโมก็สามารถช่วยให้เด็กอย่างเควินสนใจ และหันมาเรียนรู้ได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;คริสตา โคลแมน-วูด นักกายภาพบำบัดจาก Mayo Clinic เปิดเผยว่า การทดลองใช้หุ่นยนต์กับเด็กออทิสติกเป็นไปด้วยดี โดยทางทีมนักวิจัยได้ให้เด็กสวมถุงมือที่มีเซนเซอร์ และให้เด็กลองเคลื่อนไหวไปมา จากนั้นหุ่นยนต์จะเลียนแบบท่าทางดังกล่าวบ้าง สิ่งที่เห็นได้เด่นชัดในห้องบำบัดก็คือ หุ่นยนต์ตัวนี้ได้ช่วยทำให้เด็ก ๆ สนุกกับการเรียนรู้มากขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;"ลองนึกภาพการให้เด็กฝึกขยับตัวซ้ำ ๆ ยกแขนซ้ำ ๆ ฝึกแบบนี้อยู่คนเดียว คิดว่ามันจะน่าเบื่อสำหรับเด็กมากขนาดไหน แต่เมื่อมีหุ่นยนต์คอสโม ก็เหมือนกับพวกเขาได้ฝึกร่วมกัน เด็กรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับหุ่นยนต์ กิจกรรมจึงไม่เหงาหรือน่าเบื่อเท่าเมื่อก่อน"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี นักวิจัยโคลแมน-วูดกล่าวว่า หากจะสรุปว่า การใช้หุ่นยนต์ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้กับเด็กออทิสติกสามารถทำให้เด็กออทิสติกมีพัฒนาการก้าวหน้ามากกว่าวิธีการในรูปแบบเดิมคงยังเป็นเรื่องที่เร็วไป&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สำหรับหนูน้อยเควินคนนี้ เริ่มเข้ารับการบำบัดอาการออทิสติกตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แต่มารดาของเควินบอกว่า ช่วง 1 ปีล่าสุดที่มีหุ่นยนต์คอสโมเข้ามาเสริมทัพนั้น พัฒนาการของเควินก้าวไปอย่างรวดเร็วมาก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;"ในช่วงแรกของการบำบัด เควินจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งต่าง ๆ ของผู้ดูแลเท่าใดนัก เช่น ไม่ยอมลงจากรถ ฯลฯ แต่ตอนนี้ พอเขารู้จักคอสโม แค่เราบอกเขาว่า คอสโมกำลังจะมานะ เขาจะมีความกระตือรือร้นขึ้นมาในทันที ความเปลี่ยนแปลงของเควินในครั้งนี้ จึงทำให้โอกาสที่เขาจะได้รับอนุญาตเข้าเรียนในชั้นเรียนปกติได้มีมากขึ้น"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="320" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="320"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1197065" width="320" height="213" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากเอเอฟพี&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       "อย่างไรก็ดี เรายังต้องปรับปรุงพัฒนาการพื้นฐานของเขาอีกหลายด้าน เช่น การปฏิบัติตามกฎ การแบ่งปันสิ่งของกับเพื่อน ๆ แต่เควินเองก็มีทักษะด้านการอ่าน การนับเลข และการเขียนเข้ามาชดเชย ตอนนี้เขาสามารถเขียนชื่อตัวเองได้แล้วด้วย พัฒนาการของเขาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้ครอบครัวสามารถพาเขาไปทานอาหารนอกบ้านได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเขาจะโยนจานชามของร้านลงมาให้แตก หรือใช้มือรับประทานอาหารแทนการใช้ช้อนส้อม"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ด้านผู้ออกแบบเจ้าหุ่นยนต์คอสโมตัวนี้อย่าง&lt;strong&gt; โครินนา ลาธาน (Corinna Lathan)&lt;/strong&gt;หวังว่า &lt;span style="color:#990000;"&gt;ความสำเร็จในครั้งนี้จะถือเป็นอีกก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่จะนำไปสู่การพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการบำบัดอาการเจ็บป่วยของมนุษย์ในขั้นต่อไป เพราะนอกจากจะเป็นความก้าวหน้าในการพัฒนาส่วนของ computer-based learning ให้กับหุ่นยนต์แล้ว ยังสามารถพัฒนาหุ่นยนต์ให้เป็นเพื่อน เป็นครูผู้สอน นอกเหนือจากเป็นของเล่นเหมือนเช่นในอดีตด้วย&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เรียบเรียงจากเอเอฟพีนิวส์&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ************&lt;br /&gt;       Dyspraxia คือระบบประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวทำงานไม่ดีพอ (Minimal Brain Damage and Clumsy Child Syndrome) ผู้ที่มีอาการ Dyrpraxia จะมีปัญหาเรื่องของการแต่งตัว เช่น การใส่กระดุม การผูกเชือกรองเท้า การหยิบของชิ้นเล็ก ๆ มีปัญหาเรื่องทิศทาง การขี่จักรยาน เล่นฟุตบอล การจับดินสอ การต่อจิ๊กซอว์ หรือการแบ่งกลุ่มสิ่งของ หรืออาจจะมีปัญหาเรื่องการพูดและภาษาด้วย ดังนั้น ผู้ที่เป็น Dyrpraxia จะต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนปกติหลายเท่าตัวนัก (ในการทำเรื่องเดียวกัน) และต้องได้การรักษาและฝึกฝนจากแพทย์และพยาบาลเฉพาะทาง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;a href="http://www.dyspraxia.org.nz/what_is.htm/" class="innerlink" target="_blank"&gt;&lt;u&gt;Dyspraxia.org.nz&lt;/u&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;       &lt;a href="http://www.dyspraxiafoundation.org.uk/" class="innerlink" target="_blank"&gt;&lt;u&gt;Dyspraxiafoundation.org.uk&lt;/u&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-6061020957919178467?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/6061020957919178467/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_2684.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6061020957919178467'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6061020957919178467'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_2684.html' title='โชว์หุ่นยนต์&quot;คอสโม&quot;ช่วยบำบัดอาการเด็กพิเศษ'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-5501199947492791899</id><published>2009-05-08T01:34:00.000-07:00</published><updated>2009-05-08T02:21:04.373-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>ข้อคิดก่อนซื้อโทรศัพท์มือถือให้ลูก</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="17" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="300" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="300"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=1200356" width="300" height="299" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;เดี๋ยวนี้เดินไปทางไหน ก็มักพบว่า เด็กตัวเล็ก ๆ ใส่ชุดนักเรียนคอซอง กระโปรงบานขาสั้น มีโทรศัพท์มือถือใช้คุยกันอยู่ทั่วไป แถมบางคนยังใช้เครื่องที่มีฟังก์ชันมากมายก่ายกอง ทั้งถ่ายรูปได้ โหลดเพลง โหลดเกม ฯลฯ เหนือกว่าโทรศัพท์มือถือของผู้ใหญ่กันเสียอีกด้วย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;จะโทษผู้ให้บริการโทรคมนาคม หรือบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือว่ามุกแป้ก ไม่ทราบจะขยายฐานลูกค้าอย่างไรให้กำไรมากกว่านี้ จนต้องลงมาคว้ากลุ่มลูกค้าวัยฟันแท้พึ่งขึ้นครบก็อาจไม่ใช่สาเหตุเสียทีเดียว เพราะจากการสำรวจของ iGR ในปี 2007 พบว่า ผู้ปกครองที่ตอบแบบสอบถามประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์รู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิต จนต้องหาเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสารกับบุตรหลานได้ตลอดเวลามาเป็นอุปกรณ์เสริม ส้มพันธุ์ฟันน้ำนมเลยหล่นใส่บริษัทผู้ให้บริการหลาย ๆ ค่ายกันโครมใหญ่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แต่ก่อนที่จะเปิดทางให้ลูกได้มีอุปกรณ์สื่อสารประจำตัวโก้เก๋ ยังมีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเจ้าอุปกรณ์ไร้สายตัวนี้ที่พ่อแม่ควรมีส่วนรับทราบ และทำความเข้าใจกับลูก ๆ ก่อนอนุญาตให้เขาได้ใช้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ข้อมูลจาก Disney Mobile ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสำหรับเด็กเปิดเผยว่า ลูกค้าของบริษัทที่มีอายุระหว่าง 5 - 9 ปีมีการใช้งานเครือข่ายในช่วงปิดเทอมสูงถึงวันละ 4 ชั่วโมง และจะลดน้อยลงเหลือวันละ 1 ชั่วโมง เมื่อพวกเขาเปิดเทอมแล้ว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;แต่ใครที่คิดว่าพวกเด็ก ๆ จะใช้โทรศัพท์ไปกับการเมาท์แตกกับเพื่อน ๆ เพียงอย่างเดียว ขอบอกว่าคิดผิด เพราะเด็กเจเนอเรชั่นนี้ คุ้นเคยกับการทำงานแบบมัลติฟังก์ชันมากกว่าคนรุ่นผู้ใหญ่หลาย ๆ คน (โดยเฉพาะผู้ใหญ่บางคนซื้อไอโฟนมาเพียงเพราะว่ามันชื่อไอโฟน) แต่กับเด็ก ๆ เขาสามารถทำได้ตั้งแต่ส่งแมสเซจ โหลดเพลง โหลดเกมมาเล่น ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ อัปโหลดภาพขึ้นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ฟังเพลง หรือแม้กระทั่งเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ด้วยความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีที่มากกว่าผู้ใหญ่ในปัจจุบัน จึงทำให้มีครอบครัวบางครอบครัวในประเทศออสเตรเลียต้องตกใจกับใบแจ้งหนี้จากบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคม เมื่อพบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือของลูก ๆ นั้น ทำให้ครอบครัวต้องสูญเงินไปถึง 3,000 - 4,000 เหรียญในเดือนเดียว จากการดาวน์โหลด &lt;strong&gt;"พรีเมียมคอนเทนต์" &lt;/strong&gt;ทั้งหลาย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       แม้ว่าครอบครัวบางแห่งจะสอนลูก ๆ มาดี หรือมีลูกฉลาดพอที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้บิลค่าโทรศัพท์พุ่งกระฉูดขนาดนั้น แต่ก็ยังมีความจำเป็นที่พ่อแม่จะต้องปรับบทบาทตัวเอง โดยหันมาพูดคุยกับลูกเรื่องขอบเขตการใช้งาน โดยอาจเริ่มจากการตัดสินใจเลือกโปรโมชันด้วยกัน และผู้ปกครองเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายให้ลูก กรณีที่อยู่ในขอบเขต แต่เมื่อใดที่ใช้จ่ายเกินเป้า ลูกก็ต้องเป็นคนจ่ายในส่วนที่เกินนั้นเอง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;โทรไม่ขับ แค่เด็กรับก็อันตราย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ในประเด็นของการรับสายขณะขับรถ จากการสำรวจของบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ในปี 2005 พบว่า เริ่มมีพฤติกรรมดังกล่าวปรากฎให้เห็นในหมู่เด็กวัยรุ่น และพบว่า เด็กวัยรุ่นที่โทรศัพท์ขณะขับรถจะมีความระแวดระวังต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวน้อยลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้โอกาสที่จะขับออกนอกเส้นทาง หรือประสบอุบัติเหตุมีเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่รับโทรศัพท์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-5501199947492791899?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/5501199947492791899/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_9741.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/5501199947492791899'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/5501199947492791899'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_9741.html' title='ข้อคิดก่อนซื้อโทรศัพท์มือถือให้ลูก'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-8434817143393353114</id><published>2009-05-08T01:12:00.000-07:00</published><updated>2009-05-08T02:21:46.112-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความการศึกษาเด็ก'/><title type='text'>เมื่อลูกติดแชต</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;strong&gt;เมื่อโปรแกรมที่รองรับการส่งข้อความด่วนทันใจ หรือ "Instant Messaging" ได้รับความนิยมมากขึ้น ก็อาจเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ผู้ปกครองต้องเข้ามาใส่ใจกับการใช้งานของบุตรหลาน&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       ในยุคหนึ่ง การใช้โปรแกรม IM อาจทำให้ผู้ใหญ่หลายคนรู้สึกทึ่งกับความสามารถของโปรแกรมในการย่นระยะทางให้คนที่อยู่ไกลกันมาคุยกันได้ แถมยังช่วยประหยัดเงินได้มากมาย แต่การติดตั้ง การใช้งานอาจยังเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ใหญ่ในยุคนั้น ที่ต้องดำเนินการสมัครใช้งาน ป้อนข้อมูล ติดต่อต่าง ๆ &lt;span style="color:#990000;"&gt;แต่ในเด็กยุคนี้ การใช้งานโปรแกรม IM ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก จึงไม่แปลกที่จะเห็นหน้าจอการทำงานของเด็ก ๆ รุ่นใหม่ มีกรอบสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เด้งดึ๋ง ๆ ขึ้นมาวันละหลายเวลา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       โปรแกรมเหล่านี้ก็ไม่แตกต่างจากการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ แต่ตอนนี้คงต้องบอกว่า ความนิยมมันสูงกว่า ส่วนหนึ่งเพราะ มันไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งการติดตั้งซอฟต์แวร์ก็เป็นแบบฟรีซอตฟ์แวร์ ดาวน์โหลดมาติดตั้งในคอมพิวเตอร์ได้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม อีกประการหนึ่งคือ การโต้ตอบเป็นแบบเรียลไทม์ ส่งปุ๊บเห็นปั๊บ แถมยังมีเครื่องมือช่วยแสดงความรู้สึกมากมาย ที่ทำให้เด็ก ๆ เข้าใจสถานะของเพื่อน ๆ ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของหน้าจอได้ด้วยว่า มีอารมณ์ ความรู้สึกอย่างไรอยู่ขณะคุยกัน ความเร็ว และแรง แถมประหยัดนี้จึงได้ใจเด็กวัยรุ่นไปเต็ม ๆ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;แน่นอนว่าวัยรุ่นก็มีมือถือ และตอนนี้การแชตก็ไม่จำกัดอยู่เฉพาะบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวแล้ว มันยังกระโดดลงไปแชตได้บนโทรศัพท์มือถืออีกด้วย ซึ่งนั่นก็อาจทำให้ไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นในยุคต่อไป อาจมีโปรแกรมแชตติดตัวไปได้ทุก ๆ ที่ที่สัญญาณเครือข่ายมือถือเข้าถึง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สำนักข่าวเอพีและ AOL ได้มีการสำรวจพฤติกรรมการใช้งานโปรแกรม IM ในกลุ่มวัยรุ่นพบว่า &lt;span style="color:#990000;"&gt;การใช้โปรแกรม IM ในวัยรุ่นก้าวขึ้นมาเทียบชั้นกับวัยทำงาน และเด็กวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 13 - 18 ปีประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ใช้งานโปรแกรมดังกล่าวส่งข้อความมากกว่าใช้อีเมล และมีกลุ่มผู้ใช้วัยทีน 30 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่า พวกเขานึกภาพไม่ออกว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร หากไม่มีโปรแกรมตัวนี้&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       สิ่งที่พ่อแม่ทำได้ ไม่ใช่การควบคุมการใช้โปรแกรมอย่างเข้มงวด หรือทำราวกับว่าการแชตเป็นสิ่งเสียหาย เพราะเด็ก 43 เปอร์เซ็นต์ระบุว่า พวกเขาแค่ใช้โปรแกรม IM คุยกับเพื่อนในระหว่างการทำการบ้าน หรือไม่ก็ใช้โปรแกรมดังกล่าวเป็นช่องทางในการบอกรัก - บอกเลิกตามประสาวัยรุ่น ซึ่งในจุดนี้พ่อแม่แค่ทำความเข้าใจ และบอกถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ความรับผิดชอบที่ลูกควรมีในการสนทนาก็น่าจะเพียงพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="middle" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="17" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-8434817143393353114?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/8434817143393353114/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_1703.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8434817143393353114'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/8434817143393353114'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_1703.html' title='เมื่อลูกติดแชต'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-5543833418832244203</id><published>2009-05-08T01:00:00.001-07:00</published><updated>2009-05-08T02:21:46.112-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความการศึกษาเด็ก'/><title type='text'>เบราเซอร์เด็กของดีฝีมือพ่อแม่ชาวอิสราเอล</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; "&gt;&lt;b&gt;กลุ่มพ่อแม่โปรแกรมเมอร์ในอิสราเอลแท็กทีมพัฒนาเบราเซอร์สำหรับเด็ก ภายใต้ชื่อ KIDO'Z หวังสร้างโลกอินเทอร์เน็ตสีขาวเพื่อให้เด็ก ๆ ได้ท่องอย่างสนุกสนาน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เปิดตัวแล้ววันนี้กับเบราเซอร์น้องใหม่สำหรับเด็ก ๆ โดยเฉพาะ ซึ่งมาพร้อมกับอินเทอร์เฟสสดใส และความสามารถตามที่เด็ก ๆ เรียกร้อง แบ่งออกเป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ ได้แก่ KIDO'Z TV, KIDO'Z Game Center และ KIDO'Z Browser (เฉพาะเว็บไซต์ที่ได้รับการตรวจสอบแล้วเท่านั้น) แถมยังรองรับภาษาได้มากถึง 17 ภาษา เช่น อังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น เยอรมัน จีน ฝรั่งเศส ฯลฯ&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;span style="color:red;"&gt;สิ่งที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ ใ่นช่วงของการติดตั้ง โปรแกรมจะให้พ่อแม่ระบุช่วงอายุ และเพศของลูกลงไป จากนั้น เมื่อเด็ก ๆ ต้องการเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ต ระบบจะมีการสแกนเนื้อหาของเว็บไซต์ต่าง ๆ และคัดสรรสิ่งที่เหมาะกับเด็ก ๆ ในช่วงอายุและเพศที่พ่อแม่ระบุเอาไว้มาให้ด้วย ซึ่งการสแกนเนื้อหานี้จะสแกนทั้งเว็บไซต์ ป็อปอัป ไฟล์ดาวน์โหลด สคริปต์ ฯลฯ ที่สำคัญ พ่อแม่ยังสามารถเข้ามาปรับเปลี่ยน ตั้งค่าการใช้งาน กำหนดกฎต่าง ๆ ในการเล่นคอมพิวเตอร์ได้อีกต่างหาก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ในด้านการใช้งานแอปพลิเคชันนั้น ผู้พัฒนาโปรแกรมเลือกใช้สีสดใส และไอคอนสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งเด็กสามารถเข้าใจได้โดยง่าย ล่าสุด ทางบริษัทเปิดเผยว่าได้มีการเจรจากับผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์หลายรายในการติดตั้งโปรแกรม KIDO'Z ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วด้วย&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       สำหรับการดาวน์โหลดเว็บเบราเซอร์ดังกล่าวมาใช้งานนั้น ไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด แต่ในอนาคต ทางผู้พัฒนามีแผนจะขายสื่อต่าง ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น วิดีโอ เกมสำหรับเด็ก&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เรียบเรียงจาก Technews.am และ Techchurch.com&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;b&gt;เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;       &lt;a href="http://kidoz.net/" class="innerlink" target="_blank"&gt;&lt;u&gt;KIDO'Z&lt;/u&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-5543833418832244203?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/5543833418832244203/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_7804.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/5543833418832244203'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/5543833418832244203'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_7804.html' title='เบราเซอร์เด็กของดีฝีมือพ่อแม่ชาวอิสราเอล'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-4898114786991298656</id><published>2009-05-08T00:55:00.000-07:00</published><updated>2009-05-09T11:17:36.682-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความการศึกษาเด็ก'/><title type='text'>เด็กติดเกม</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span"  style=" -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; font-family:tahoma;"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="320" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="320"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000005447601.JPEG" width="320" height="242" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="baseline" align="left" class="Image"&gt;ขอบคุณภาพประกอบจาก dailymail&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;strong&gt;เพียงเอ่ยคำว่า "เด็กติดเกม" ก็อาจทำให้ผู้ปกครองบางท่านนึกภาพการตามแก้ปัญหาเด็กขาดความรับผิดชอบ เอาแต่เล่นเกมจนลืมเวลาขึ้นมาได้ทันที อย่างไรก็ดี ได้มีนักวิจัยของสหรัฐอเมริกาท่านหนึ่ง ลงไปศึกษากับเด็กกว่า 1,200 คนว่า &lt;span style="color:#990000;"&gt;แท้จริงแล้ว อาการ "เสพติดเกม" นั้น เป็นอาการที่ผู้ปกครองจินตนาการเอาเอง หรือว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นจริง และมีผลต่อร่างกายของเด็ก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       นักวิจัยชาวสหรัฐอเมริกันผู้เปิดประเด็นศึกษาเรื่องการ "เสพติด" การเล่นเกมในเด็กคือ &lt;strong&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดักลาส เจนไทล์ (Douglas Gentile) แห่งมหาวิทยาลัยไอโอวา &lt;/strong&gt;ซึ่งทัศนคติแรกเริ่มของเขากับคำว่า "เด็กติดเกม" นั้น เป็นไปในทางลบ เนื่องจากเขาไม่เชื่อว่า การเล่นเกมจะทำให้เด็กเสพติดได้เช่นเดียวกับการติดสุรา หรือการเล่นการพนันในผู้ใหญ่ได้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อีกทั้งเขามองว่า งานวิจัยในอดีตที่ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เด็กเล็กจะพัฒนาความชื่นชอบในการเล่นเกมไปสู่การเสพติดเกมนั้น เป็นการศึกษาในลักษณะที่สั้นจนเกินไป แต่งานวิจัยสรุปเรียกพฤติกรรมดังกล่าวนั้น ๆ ไปแล้วว่า "การเสพติด"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;นักวิจัยท่านนี้จึงได้ทำการศึกษาจากเด็ก ๆ ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 1,200 คน และพบว่า ในจำนวนนี้มีอยู่ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือราว 120 คนที่มีสัญญาณของการเสพติดวิดีโอเกม (ใช้เกณฑ์เดียวกันกับเกณฑ์ที่ใช้ประเมินผู้เสพติดการพนัน) โดยเด็กที่มีอายุระหว่าง 8 - 18 ปี จำนวน 8.5 เปอร์เซ็นต์แสดงอาการบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกับผู้ที่มีปัญหาเสพติดการพนันเลยทีเดียว พฤติกรรมดังกล่าวยกตัวอย่างเช่น&lt;br /&gt;       &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;span style="color:#990000;"&gt;- ไม่สนใจทบทวนบทเรียน หรือทำการบ้าน ต้องการเล่นเกมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น&lt;br /&gt;       - ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเลิกเล่นเกม&lt;br /&gt;       - ใช้เกมเป็นที่พักใจยามเกิดความรู้สึกหดหู่ เศร้าสร้อย&lt;br /&gt;       - ต้องการเล่นเกมอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการความตื่นเต้นจากเกม&lt;br /&gt;       &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;       เจนไทล์พบว่า เด็กที่มีปัญหาดังกล่าวใช้เวลาในการเล่นวิดีโอเกมมากกว่าเด็กที่ไม่มีปัญหาถึง 2 เท่า หรือเฉลี่ยราว 25 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จึงไม่แปลกที่เด็กกลุ่มนี้มักจะได้คะแนนสอบต่ำกว่าคนอื่น ๆ และอาจได้ใบตักเตือนความประพฤติจากโรงเรียนบ่อยครั้ง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       &lt;strong&gt;"ตอนแรกผมสรุปเอาเองว่า พ่อแม่ที่เรียกอาการแบบนี้ว่า "เสพติด" เป็นเพราะเขาไม่เข้าใจถึงรูปแบบการใช้เวลาว่างเพื่อเล่นของเด็ก ๆ แต่จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้จึงทำให้ผมได้ค้นพบว่า มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาเดียวกันนี้จากการเล่นวิดีโอเกม"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี เจนไทล์กล่าวว่า การจะสรุปชี้ชัดลงไปนั้นจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยอีกมาก เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของการเสพติดเกมให้มากกว่านี้&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       "ยังมีเรื่องอีกมากที่เราไม่ทราบ เช่น เราไม่ทราบว่า กรณีนี้ใครจะเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุด หรือว่าอาการเหล่านี้แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ"&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เรียบเรียงจากรอยเตอร์เฮลท์&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-4898114786991298656?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/4898114786991298656/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_493.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/4898114786991298656'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/4898114786991298656'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/blog-post_493.html' title='เด็กติดเกม'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-6185076543770706827</id><published>2009-05-08T00:43:00.000-07:00</published><updated>2009-05-08T02:21:04.373-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>สหรัฐฯวิจัยเด็กอ้วนพบอีก 1 ความเสี่ยง "ทุพพลภาพ</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" align="Left"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top"&gt;&lt;table width="280" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td valign="Top" align="center" width="280"&gt;&lt;img src="http://pics.manager.co.th/Images/552000004993901.JPEG" width="280" height="218" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;td width="5"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="5" height="1" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;tr&gt;&lt;td height="5" valign="top" align="center"&gt;&lt;img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" width="1" height="5" border="0" /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;       &lt;b&gt;เกิดเป็นเด็กอ้วนทั้งทีแสนลำบาก เมื่อนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาค้นพบอีกแล้วว่า ผู้ที่อ้วนตั้งแต่เด็ก ๆ อาจประสบปัญหาความบกพร่องในการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ตั้งแต่อายุยังน้อย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       การศึกษาครั้งนี้ได้เลือก ผู้ที่เกิดในยุค 70s จำนวน 2,800 รายที่โตมาพร้อมกับปัญหาน้ำหนักเกินมาทำการสำรวจตรวจสอบต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 7 ปีแล้ว ซึ่งทำให้ทีมนักวิจัยได้พบว่า กลุ่มผู้ใหญ่อ้วนเหล่านี้ กำลังประสบปัญหาด้านการเดินเหิน และการขึ้นลงบันไดเป็นอย่างมาก แม้จะมีอายุอยู่ในช่วง 30 - 40 ปีก็ตาม ที่สำคัญ ยิ่งพวกเขาเดินลำบาก หรืออ้วนจนขี้เกียจเดินมากเท่าไร ร่างกายก็จะเก็บกักไขมันเหล่านี้ไว้ในร่างกายได้นานยิ่งขึ้น และส่งผลต่อการเคลื่อนไหวร่างกายในระยะยาว&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ดร.เดนนิส ฮุสตัน หัวหน้าทีมวิจัย จาก School of Medicine มหาวิทยาลัย Wake Forest นอร์ธแคโรไลนา เปิดเผยว่า &lt;b&gt;"ตัวเลขสถิติชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาน้ำหนักเกิน และโรคอ้วนเสียตั้งแต่ยังเด็กมีความจำเป็น และมีประโยชน์มากต่อการยืดอายุการทำงานของอวัยวะในร่างกายส่วนต่าง ๆ ออกไป"&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       ดร.เดนนิสยังได้กล่าวอีกด้วยว่า คนที่มีน้ำหนักเกินตั้งแต่เด็กนั้นมักจะเคยชินกับการนั่ง ๆ นอน ๆ มากกว่าการยืน หรือเดิน จึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบว่า คนเหล่านี้ไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อมากนัก และร่างกายก็มักจะอ่อนแอ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการทุพพลภาพของร่างกายในอนาคต&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามบางรายมีน้ำหนักลดลง เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่คนเหล่านี้ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะประสบปัญหาด้านการเคลื่อนไหวอยู่ โดยนักวิจัยได้อธิบายขยายความให้ฟังว่า การที่คนกลุ่มนี้มีน้ำหนักลดลงได้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ไม่ได้เกิดจากโภชนาการที่ถูกต้อง แต่เป็นผลมาจากสุขภาพที่ไม่แข็งแรง ยกตัวอย่างเช่น การมีโรคเบาหวาน เป็นโรคประจำตัวนั่นเอง&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       เรียบเรียงจากรอยเตอร์&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/4179019755325739123-6185076543770706827?l=mozartforbaby.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/feeds/6185076543770706827/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/1.html#comment-form' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6185076543770706827'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/4179019755325739123/posts/default/6185076543770706827'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mozartforbaby.blogspot.com/2009/05/1.html' title='สหรัฐฯวิจัยเด็กอ้วนพบอีก 1 ความเสี่ยง &quot;ทุพพลภาพ'/><author><name>daostudio</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17165100103657340618</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://1.bp.blogspot.com/_aCSjL51F34s/SVJvuQDfo6I/AAAAAAAAAEY/mbNvvfZAogM/S220/dao04_S.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-4179019755325739123.post-2935844886524775710</id><published>2009-05-08T00:33:00.000-07:00</published><updated>2009-05-08T02:21:04.373-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บทความสุขภาพเด็ก'/><title type='text'>เยื่อหุ้มสมองอักเสบ” โรคร้ายทำลายสมองของลูกรัก</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="font-family: tahoma; -webkit-border-horizontal-spacing: 7px; -webkit-border-vertical-spacing: 7px; "&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="4" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="center" valign="top" class="body"&gt;&lt;table width="100%" border="0" cellpadding="0" cellspacing="0"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;&lt;td align="left" valign="baseline" class="body"&gt;&lt;strong&gt;องค์กรสุขภาพโลกรณรงค์ระวัง “เยื่อหุ้มสมองอักเสบ” โรคร้ายทำลายสมองของลูกรัก ขณะที่กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ เตือนพ่อแม่ที่มีลูกเล็กว่าโรคนี้อาจทำให้พิการ หรือเสียชีวิต พร้อมระบุโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเกิดจากเชื้อโรคได้หลายชนิด ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อโรคบางชนิดได้แล้ว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;       &lt;br /&gt;       โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นโรคที่เกิดการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งเกิดได้จากการติดเชื้อหลายตัว ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสซึ่งพบได้มากที่สุด รองลงมาคือการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และหนอนพยาธิ ตามลำดับ สามารถเกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงจะเป็นกลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะภูมิคุ้มกันที่จะกำจัดเชื้อโรคบางส่วนยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ เชื้อจึงมีโอกาสกระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ ได้มากกว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ แม้ว่าโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะไม่ได้พบบ่อยมากนัก
